sic

วิทยาศาสตร์ของ.....ผี.....

posted on 08 Nov 2007 11:38 by anubiscross

สสารไม่มีวันสลายไปจากโลก เพียงแต่มันแปรสภาพไปเท่านั้น

น้ำมันหมด เครื่องบินก็ตก ไม่มีอะไรตกลงท้อง ก็ตาย ฉันใดฉันนั้น


" ผี " เอง ก็ต้องมีกฎเกณฑ์ฟิสิกส์เช่นกันครับ 



"ฟิสิกส์แห่งการหลอกหลอน" (The Physics of Haunting) ของ ดร.โดนัลด์ จี คาร์เพนเตอร์ (Dr. Donald G.Carpenter) นักวิทยาศาสตร์ผู้ศึกษาเรื่องผี เขาเคยวิเคราะห์ทางฟิสิกส์และรวบรวมข้อมูลจากรายงานทั่วโลก จนออกมาเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับผีๆ โดยระบุว่า "ผี" เป็นสิ่งที่มีในธรรมชาติ และชอบอยู่ในความมืด

ทั้งนี้ ดร.คาร์เพนเตอร์ได้ศึกษาวิเคราะห์ทางฟิสิกส์การเกิด "ผี" โดยมีข้อสันนิษฐานว่า...

1. อย่างแรกสุด....กฏเกณฑ์ทางฟิสิกส์ต้องสามารถใช้ได้กับภูติผีปีศาจ นั่นหมายถึง ผีก็อยู่ภายใต้กฏเกณฑ์ของฟิสิกส์ ซึ่งเราถือว่าเป็นกฏสากลของธรรมชาติ

2. "ผี" ไม่ใช่เรื่องมายากล ไม่ใช่ปาฎิหาริย์ และไม่ใช้เรื่องนอกเหนือกฎธรรมชาติข้อใดๆ ทั้งสิ้น (ตามที่สันนิษฐานไว้ในข้อ 1.)

3. "ผี" (Ghost) "การหลอกหลอน" (poltergeist) และ "ดวงวิญญาณ" (Soul) ล้วนเกิดขึ้นมาจากสาเหตุเดียวกัน แต่เป็นปรากฎการณ์ในรูปแบบต่างกัน

4. ผี (จากกฎข้อ 1 แล้ว) นับเป็น “สิ่งที่มีตัวตน” (The Entity) ควรจะมีคุณลักษณะคล้ายคลึงกันโดยทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นผีจากชาติใดๆ ก็ตาม

5. ในการปรากฎกายของผีโดยเฉลี่ยแล้ว “ร่าง” ของผีจะกินเนื้อที่เป็นปริมาณ ประมาณ 0.07 ลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็นปริมาตรเฉลี่ยเท่ากับคนธรรมดาที่มีน้ำหนักตัวประมาณ 70 กิโลกรัม


ที่สำคัญสมมติฐานในการเห็นผี ดร.คาเพนเตอร์ตั้งเป็น "สแตนดาร์ต ไนท์ ไทม์ โกสต์" หรือ เอสเอ็นจี (Standard Night time Ghost : SNG) แยกไว้ 2 กรณี คือ

- กรณีแรก เกิดขึ้นโดยตรงกับสมองของผู้ประสบเหตุ อาจเกิดจากการรบกวนกระบวนการไฟฟ้าชีวเคมีในสมอง ทำให้ประสาทและระบบรับความรู้สึกเกิดความผิดเพี้ยน โดยเฉพาะในส่วนของมันสมองและไขสันหลัง (หรืออาจจะเรียกว่า "ประสาทหลอน" )

หรือไม่ก็...เกิดจากการกระตุ้นให้สมองเกิดภาพหลอนขึ้นเอง โดยสิ่งเร้าภายนอก โดยอาจใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่มีขนาดพอเหมาะยิงตรงไปยังสมองก็เป็นได้ หรือเกิดการควบคุมสภาวะแวดล้อมบางอย่าง ซึ่งมีผลกระทบต่อจิตใจและอารมณ์ความรู้สึก (ซึ่งเรียกว่า "ถูกควบคุมหรือถูกทำให้เกิดประสาทหลอน)

สรุปแล้วสมมติฐานข้อนี้ถือว่า "ผีไม่มีอยู่ในโลก" ...แต่ปรากฏการณ์ผีมีอยู่จริง (ซึ่งจริงในที่นี้คือ สิ่งที่เกิดขึ้นในสมองของผู้ประสบเหตุนั่นเอง)

- กรณีที่สอง ก็คือในทางตรงกันข้าม สรุปกันง่ายๆ ได้ว่า ผีเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นจริง ไม่ใช่ "ประสาทหลอน" หรือการควบคุมให้ประสาทหลอน

ทั้งนี้ ข้อมูลสนับสนุนสมมติฐานหลัง ก็คือกรณีที่ มีผู้เห็นผีพร้อมๆ กันในมุมมองที่แตกต่างกัน แสดงให้เห็นว่าผีปรากฏตัวได้ด้วยการเปล่งโฟตอน (แสง) ออกมา ไม่ใช่ภาพหลอนที่สร้างขึ้นในสมองของผู้ประสบเหตุเหล่านั้น

อย่างไรก็ดี การพบปะ "เห็นผี" ใช้ว่าจะไร้รูปแบบ (ถ้านึกอยากจะมาก็มาอาจจะไม่ใช่แน่) เพราะตามข้อมูลที่ ดร.คาร์เพนเตอร์รวบรวมไว้ และ ระบุเป็น SNG นั้น บอกขั้นตอนการพบผีไว้ถึง 7 ข้อด้วยกัน

1. "ผี" ต้องปรากฎตัวในเวลากลางคืน (เท่านั้น) การปรากฎตัวแต่ละครั้งกินเวลายาวนานประมาณ 2 วินาทีถึง 10 นาที เสร็จแล้ว ต้องหายตัวไป แล้วจึงปรากฏกายขึ้นใหม่ได้อีก

2. "ผี" สามารถเปล่งแสงสว่าง เรืองแสงในตัวเองได้ โดยต้องมีกำลังส่องสว่าง อยู่ในช่วงความเข้มแสงประมาณ 1-20 แรงเทียน จึงจะทำให้สายตามนุษย์สามารถมองเห็นได้

3. การปรากฏตัวของ "ผี" จะทำให้บรรยากาศโดยรอบมีอุณหภูมิลดลงอย่างเฉียบพลัน เนื่องจาก "ผี" ต้องดึงเอาพลังงานความร้อน ในบรรยากาศอย่างน้อย 60 จูลส์ เข้าไปสะสมทำให้ตัวเองเปล่งแสงออกมาได้

4. การปรากฏกายของ "ผี" ต้องมีเครื่องนุ่งห่มด้วย และมักปรากฏในลักษณะเป็นภาพรางๆ โปร่งแสงมองทะลุได้บ้าง มีขนาดเล็กกว่าคน ธรรมดาทั่วไป

5. "ผี" จะปรากฏในสภาพที่หันหน้าเข้าหาผู้พบเห็นเสมอ

6. "ผี" มักปรากฏตัวในร่างเหมือนมนุษย์ (ประมาณ 90% ของรายงาน) มีน้อยมากที่ปรากฏตัวในร่างสัตว์

7. มักจะมีเสียงหรือกลิ่นเกิดขึ้นพร้อมกับการปรากฏตัวของ " ผี " ในแต่ละครั้ง

*** หากไม่เข้าข่ายใน 7 ข้อนี้ ดร.คาร์เพนเตอร์ชี้ว่า อาจจะไม่ใช่ " ผี " อย่างที่เข้าใจได้ (ฉะนั้นไม่ต้องกลัว)

อย่างไรก็ดี ยังมีผู้กังขาขอสันนิษฐานของ ดร.คาร์เพนเตอร์ว่า " ผี " ใช้พลังอะไรกระตุ้นอิเล็กตรอนของบรรยากาศ จนทำให้เกิดการคายโฟตอน (หรือแสง) ออกมา? ซึ่งผีมีพลังงานในตัวเอง หรือมีวิธีนำพลังงานจากแหล่งอื่นมาใช้ (ได้อย่างไร??)

ยังไม่มีผู้ใดศึกษาและค้นหาผี (ในทางวิทยาศาสตร์) อย่างจริงจัง อาจเป็นเพราะอยู่นอกเหนือความสามารถของเทคโนโลยีในปัจจุบัน ทำให้ผู้ที่เห็นก็ได้แต่ยืนยันว่ามี ส่วนผู้ไม่เห็นกับตา หรือว่าไม่เชื่อก็ปฏิเสธว่าเป็นเรื่องไร้สาระ หรือถ้ามองอย่าง "วิทยาศาสตร์" สามารถอธิบายแบบกว้างๆ ได้ว่า เป็นแค่พลังงาน หรือสสารอย่างหนึ่ง

 ข้อมูลจาก

------------------------------------------------------

http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9500000129509