หมอมาร์เซล์ ปดีต คนเลวโลกสาปส่ง
posted on 19 Jan 2008 00:08 by anubiscross in peopleหมอมาร์เซล์ ปดีต คนเลวโลกสาปส่ง คูหามรณะ
"ด้วยปฏิญาณแห่งข้า
ข้าขอสาบานจะนับถือบูชาอาจารย์ดุจบิดามารดาอันเป็นที่รักของข้า
ข้าจะปฏิบัติต่อผู้ป่วยด้วยความบริสุทธิ์ใจ
จักดูแลรักษาพวกเขาเต็มความสามารถเท่าที่จะทำได้
ข้าจักไม่ให้โอสถอันเป็นพิษแก่ใคร ๆ แม้จะได้รับการเรียกร้องขอก็ตาม
ความลับของผู้ป่วยที่ข้าไปรู้เห็นข้าจะรักษามันไว้ด้วยชีวิต ด้วยสัจจะนี้
ขอให้ข้าจงประสบแต่ความสุขความเจริญในชีวิตข้าตลอดไป..................."
คำปฏิญาณการเป็นแพทย์ของฮิบโปเครติสบิดาแห่งแพทย์ศาสตร์ดังไปทั่วสถานที่รับปริญญาบัตร
แพทย์ศาสตร์ บางคนต่างร่ำไห้ที่สำเร็จการศึกษา เพื่อที่จะใช้วิชานั้นสร้างประโยชน์แก่สังคม โดยไม่เห็นแก่ได้
ยกเว้น คน ๆ คนหนึ่ง เขาไม่กล่าวคำสาบานของบิดาการแพทย์เลย กลับนั่งตรงมุม
หัวเราะเงียบ ๆ กับคำสาบานของบิดาการแพทย์ผู้นั้น
เพราะในหัวของเขามีแต่เรื่องฆ่า กับฆ่า และกำไรและกำไร
หมอมาร์เซล์ ปดีต หมอชาวฝรั่งเศส
ที่ต่อมาเขาได้ใช้ประโยชน์สงครามโลกครั้งที่สองเป็นเครื่องมือฆ่าคนเพียงเพื่อฆ่าชิง
ทรัพย์เท่านั้น
ผลคือ ชีวิตของผู้บริสุทธิ์ต้องตกเป็นเหยื่อของหมอ 63 ชีวิต ตายอย่างสยดสยองในคูหามรณะที่เขาสร้างขึ้น
ชื่อและความชั่วของเขาโด่งดังไปทั่วโลกเทียบชั้นหมอดีที่ทำคุณประโยชน์บางคนเสียอีก
เรามาทำความรู้จักกับฆาตกรคนนี้กันเถอะ
หมอปีศาจ
ชีวิตวัยเด็กของหมอมาร์เซล์ไม่มีใครทราบมากนัก
รู้เพียงแต่ว่าเขาเกิดที่เมืองโอแซร์ ประเทศฝรั่งเศส
เพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียงมักพูดตรงกันว่าเขามีนิสัยซาดิสม์มาตั้งแต่เด็ก
ชอบกระทำทารุณแก่สัตว์หรือเด็กที่เล็กกว่า
มีอยู่ครั้งหนึ่งเขาผ่าตัดเพื่อศึกษาว่าตัดส่วนไหนให้สัตว์พิการโดยไม่ตาย
เมื่อความสนุกกับการทรมานสัตว์นาน ๆ เข้า
มาร์เซล์เริ่มมีความรู้สึกอยากเป็นหมอ เพราะเขาเริ่มสนใจร่างกายมนุษย์
และเป็นอาชีพที่ทำมาหากินง่ายกว่าอาชีพอื่น ๆ
ในสมัยสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง
มาร์เซล์ได้ไปทำงานที่หน่วยพยาบาลผู้บาดเจ็บที่เมืองดีชอง
ระหว่างนั้นเขามักขโมยเอามอร์ฟีนไปขายแก่พวกขี้ยาเสมอ
ที่นี้เอง
มาร์เซล์เขาได้เรียนรู้อะไรหลายอย่าง เห็นคนเจ็บคนตายที่ร้องขอชีวิต
การฉีดยาพิษเข้าเส้นประสาทแก่คนใกล้ตายเพื่อให้ตายอย่างสงบ เลือด ความตาย
มาร์เซล์เริ่มหลงใหลกับชีวิตแบบนี้จนถอนตัวไม่ขึ้น
หลังจากนั้นเขาได้ไปศึกษาวิชาการแพทย์ จนสำเร็จในปี 1921
หมอมาร์เซล์เรียกใบอนุญาตการเป็นหมอว่า "เครื่องมือสร้างเงิน"
ต่อมา หมอมาร์เซล์มาตั้งร้านทำมาหากินที่เมืองวิลเนิฟ ซูร์ ยอนน์
เขามักพูดเรื่องคำสาบานของปรมาจารย์ฮิปโปคราติสกับเพื่อนร่วมงานอยู่บ่อย ๆ ว่า
"คำสาบานของไอ้แก่ ฮิปโปคราติสหรือ ฉันไม่สนหรอก ฉันสนเงินมากกว่า
ฉันอยากได้เงิน อยากได้เพื่อบำเรอความสุขของฉัน
และตอนนี้ฉันมีวิธีหาเงินกว่าร้อยกว่าวิธีแล้วล่ะ"
หมอมาร์เซล์เริ่มทำงานทางด้านนี้ ครั้งแรกเ ริ่มจากรักษาคนรวยจะเก็บค่ายา
ค่ารักษาในราคาที่แพง ส่วนคนจนเขาจะรักษาฟรี
โดยเหตุนี้บรรดาชาวบ้านต่างตะหนักว่าหมอมาร์เซล์ได้พึ่งพาได้
นอกจากนั้นหมอมาร์เซล์ยังมีอาชีพเสริมอีกคือ การขายยาเสพย์ติด และการทำแท้งเถื่อนของหญิงสาว!
เรื่องน่ากลัวเริ่มเกิดขึ้นแล้ว
ข่าวการสูญหายของหญิงสาวสวยที่กำลังตั้งท้องหลายรายเริ่มเกิดขึ้น
พร้อมกับเพื่อนบ้านที่ได้ยินเสียงร้องโอดครวญด้วยความเจ็บปวดในบ้านของคุณหมอใจดีผู้
คนนั้น
แต่อย่างมากข่าวลือนี้ชาวบ้านแค่ซุบซิบกันเล่นๆ เท่านั้น
เพราะเวลานั้นหมอมาร์เซล์เป็นที่นับถือของคนในหมู่บ้านมาก
ถึงขั้นจะแต่งตั้งหมอมาร์เซล์เป็นนายกเทศมนตรีที่เดียว
ปี 1930
คนไข้คนหนึ่งของหมอซึ่งเป็นเจ้าของร้านในระแวกนั้นถูกฆ่าและปล้นทรัพย์
มีคนพบเห็นหมอป้วนเปี้ยนสถานที่ที่เกิดเหตุก่อนที่เจ้าของร้านถูกฆ่า
นอกจากนี้ก็มีเหตุการณ์คนไข้ที่เป็นโรคไขข้อของหมอตายอย่างฉับพลัน
อย่างมีเงื่อนงำหลายราย แต่หมอดันออกใบมรณะบัตรว่า "ตายอย่างปกติ"
สร้างความขุ่นเคืองต่อชาวบ้านมาก จนมีข่าวลือที่เสียหายตามมาเป็นระลอก
ชีวิตของหมอในเมืองเนิฟฟ ซูร์ ยอนน์ ชักจะร้อนระอุเสียแล้ว
ขืนปลอยไว้นานจะไม่เป็นผลดีเสียแล้ว เมื่อหมอมาร์เซล์คตคิดได้ดังนั้น
จึงเก็บข้าวของหนี และอพยพไปอยู่กรุงปารีสก่อนที่เรื่องจะบานปลายมากกว่านี้
ที่นั้นเองคือจุดเริ่มต้นของคูหามรณะ
เมื่อหมอมาถึงเมืองปารีส ก็เริ่มอาชีพทำมาหากินทันที่ ร้านหมอหมายเลข 60
ถนนโคมาร์แตง แหล่งที่ คึกคัก หรูหราที่สุดในเมือง
หมอเริ่มขายยาเสพติดแก่พวกติดยาในราคาถูก ๆ
การรับจ้างทำแท้งเถื่อนแก่ผู้ไม่ปรารถนาจะมีบุตร คือวิธีที่หมอคนนี้ถนัด
จนในไม่ช้าลูกค้าที่จงรักภักดีเยอะแยะ
หลายคนมักเห็นเขาว่าเขาเป็นสามีที่ดี เป็นคนเคร่งศาสนาไปโบสถ์ทุกอาทิตย์
มีลักษณะของพลเมืองดีไว้อย่างครบถ้วน
แต่นี้เป็นแค่หน้ากากภายนอกเท่านั้น ส่วนในจิตใจหมอมาร์เซล์กำลังหาโอกาส
โอกาสที่จะทำกำไรเข้ากระเป๋าของตนอย่างมหาศาล ขอแค่โอกาสเท่านั้น
คูหามรณะ
และวันนั้นก็มาถึง ปี 1940 เป็นช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2
กองทัพนาซีได้ยาตราเข้ามาในกรุงปารีส อย่างง่ายดาย
เพราะฝรั่งเศสขอยอมแพ้โดยไม่ขัดขืน
หลายคนที่ชอบประวัติศาสตร์โลก
และชอบสงครามโลกครั้งที่ 2
คงทราบว่าฮิตเลอร์ผู้นำนาซีและเยอรมันนั่นเป็นคนที่รังเกียจชาวยิวอย่างยิ่ง
เขาคิดหลากหลายวิธีที่จะกำจัดชาวยิวออกไปจากโลก
และได้ให้คำสั่งที่น่ากลัวแก่เหล่าทหารนาซีของเขาว่า
"จงกำลังชาวยิวที่พบเห็นให้หมด"
นี้เองที่ทำให้นาซีได้แต่งตั้งตำรวจลับเกสตาโปขึ้นในฝรั่งเศส
หน้าที่ของตำรวจลับคือสืบเสาะ และสังหารผู้ต่อต้านนาซี
จับกุมผู้ที่คาดว่าเป็นชาวยิวในฝรั่งเศสให้หมดเพื่อส่งไปค่ายมรณะหรือไม่ก็ค่ายกักกั
นและใช้แรงงานหนักจนตาย
พวกชาวยิวที่อยู่นครหลวงในฝรั่งเศสค่อย ๆ หายสาบสูญ
บางคนไม่รู้ว่าญาติของตนหายแล้วไปอยู่ที่ค่ายมรณะ
บางคนเตรียมที่จะหนีไปนอกประเทศแต่ไม่มีโอกาสทั้ง ๆ ที่มีเงินมาก
สถานการณ์นี้แหละที่เข้าทางความคิดของหมออย่างยิ่ง
ที่จะสร้างกำไรเข้ากระเป๋า
และความปรารถนาที่จะปลดปล่อยสันดานดิบในวัยเด็กของเขาได้ซักที
หมอมาร์เซล์ซื้อคฤหาสน์ร้างแห่งหนึ่ง หมายเลข 21 ถนนเลอเซอร์
ราคาครึ่งล้านฟรัค์
แล้วก็ตกแต่งเสียใหม่ให้เหมาะต่อการปฏิบัติการโหดของเขา
ห้องที่เก็บเสียงที่มิดชิด
หน้าต่างที่ถูกปูนโบกปิดสนิทยกเว้นประตูบานเดียวทุกห้อง
และทุกห้องถูกเจาะรูถ้ำมองเอาไว้
มีครั้งหนึ่งช่างเกิดสงสัยจะถามหมอว่าทำไปทำไม หมอบอกสั้น ๆ
ว่าเพื่อสังเกตคนไข้โรคจิต และส่วนที่เป็นที่
ลับสุดยอดของคฤหาสน์ร้างแห่งนี้คือ เตาเผาขนาดยักษ์หนึ่งเตาในห้องใต้ดิน
คริสต์มาสปี 1941 ทุกสิ่งทุกอย่างก็พร้อม
พร้อมสำหรับทำอะไร?
หมอมาร์เชล์เริ่มแพร่ประกาศข่าวออกไป ว่าเขาสามารถติดต่อพวกใต้ดินฝรั่งเศส
สามารถแอบพาคนที่เกสตาโปกำลังล่าตัวอยู่หนีไปยังสเปนหรือคิวบาได้
พวกที่คิดหนีสามารถติดต่อได้
แต่มีข้อแม้คือต้องมีเงินสำหรับเตรียมการหนีมากหน่อย
และต้องฉีดยาป้องกันโรคก่อนที่จะเข้าไปประเทศที่ลี้ภัยได้
พวกชาวยิวและพวกต่อต้านที่กำลังขวัญเสียได้ยินข่าวนี้ก็ยอมทันที
ขายข้าวของทรัพย์สมบัติ เพื่อให้ตัวเขากับครอบครัวหนีออกไปประเทศฝรั่งเศส
แต่ ทุกคนต่างไปคฤหาสน์ร้างนั้น แต่ไม่มีใครสักคนที่รอดชีวิตออกมา
เกิดขึ้นอะไรในนั้น?
ครั้งแรกเมื่อเหยื่อมาถึงหมอให้ถลกแขนฉีดยาซึ่งความจริงแล้วคือยาพิษ
แต่ฤทธิ์ของมันออกช้ามาก ก่อนเวลามาถึง
หมอก็ให้เหยื่อพักที่ห้องเก็บเสียงก่อน
จากนั้นปิดล็อกและหมอก็ถ้ำมองที่รูที่เจาะไว้รอจนกว่ายาออกฤทธิ์
เหยื่อชักกระตุก น้ำลายฟูมปาก หน้าเขียว เมื่อเหยื่อตายแล้ว
ก็ลากเอาศพลงไปยังห้องใต้ดิน
เอามาลงแช่ในน้ำปูนขาวที่ซื้อมอริสน้องชายแท้ๆ ที่เมืองโอแชร์ส่งมาให้
เสร็จแล้วก็ยัดศพเข้าเตาเผา สุดท้ายก็ตรวจดูทรัพย์สินที่เหยื่อทิ้งไว้ให้
ไม่ว่าจะเป็นแก้วแหวนเงินทอง ทรัพย์สินต่าง ๆ
มาลงบัญชีรายละเอียดไว้เป็นรายๆ ไป
เขารู้สึกมีความสุขมากที่นับเงินนั้น
แม้มีข่าวไม่ดีว่าไม่มีใครออกจากคฤหาสน์ร้างนั้น
แต่ลูกค้าก็ยังแห่เข้าคิวหาหมอมากยิ่งขึ้น ทั้งชาวยิวเล็ดรอดจากเกสตาโป
ครอบครัวมั่งคั่งที่กลัวพวกนาซียึดทรัพย์ก็ดี
หรือแม้แต่เพื่อนหมอที่อยากหนีจากฝรั่งเศส
แต่ทั้งหมดนี้เมื่อเข้าคฤหาสน์นั้นแล้วไม่มีใครรอดกลับออกมาอีกเลยนับแต่นั้น
เป็นเวลาถึง 18 เดือน
หมอมาร์เซล์ชักรู้สึกกระฉับกระฉายเพราะเหยื่อไม่มาหาถึงที่สักที
หมอจึงแก้ปัญหาวิธีนี้โดยเอาคนไข้ถนนโคมาร์แตงมาสังหารที่คฤหาสน์เสียเลย
ไม่มีใครสงสัยหรอกเพราะทุกคนกำลังหวาดกลัวสงครามโลกอยู่
โดยที่ภรรยาไม่สงสัยหมอแม้แต่น้อยว่าทำไมต้องเอาคนไข้ไปรักษาถึงคฤหาสน์นั้นให้ยุ่งยากด้วย
ปลายเดือนฤดูใบไม้ผลิ ปี 1943 ปฏิบัติการโหดของหมอมีอาการสะดุด
เพราะพวกเกสตาโปงเริ่มงง
สงสัยมานานแล้วว่าพวกชาวยิวที่ตนกำลังควานหาตัวอยู่นานนั้นหายไปไหนกันหมด
เมื่อสืบไปสืบมาจึงรู้ว่าพวกนี้ล้วนแต่มีสายโยงมาถึงหมอ
และเริ่มสงสัยหมอว่าเป็นสายพวกใต้ดินฝรั่งเศสลักลอบพาคนหนี
เมื่อคิดได้ดังนั้นนั้นจึงส่งเกสตาโปคนหนึ่งไปสืบ
โดยแกล้งทำเป็นพวกหนีออกนอกประเทศ เพื่อจับให้ได้คาหนังคาเขา
แต่กลับถูกหมอฆ่าไปเสียนี้ ก็มันนึกว่าเป็นเหยื่อนี้น่า
มันเป็นหลักฐานที่ได้มาด้วยชีวิต
พวกนาซีเมื่อรู้ว่าพวกตนไม่กลับมาจึงรีบตะครุบตัวหมอ จับขังไว้หลายเดือน
จนกระทั้งถูกปล่อยตัวเมื่อต้นปี 1944
เพราะหมอแก้ตัวว่าที่ทำไปเพื่อวัตถุประสงค์กำจัดชาวยิวและพวกต่อต้านนาซี
พวกนาซีได้ฟังดังนั้นก็ชอบใจ มันตรงความสมประสงค์ของพวกเขา
และต่างพากันเอาหูเอาตาไปไร่
เพราะเมื่อเขากลับเขาก็เริ่มกิจกรรมกับโรงงานฆ่าคนอย่างที่เคย
แต่มาคราวนี้ไม่มีโอกาสที่เอาศพมาแช่ปูนขาวก่อนเผาอีกแล้ว
เพราะระหว่างที่หมอมาร์เซล์ถูกจับตัวไป
มอริสน้องชายได้มาเยี่ยมที่ปารีสและพบกับความลับในคฤหาสน์ที่ถนนเลอเซอร์เข้า
จึงรู้ทันที่ว่าพี่ชายซื้อปูนขาวจำนวนมากมายไปทำอะไร
นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาก็ไม่ยอมให้ความร่วมมือในการส่งปูนขาวให้อีก
การเผาศพโดยไม่แช่ปูนขาวจะทำให้เกิดควันไฟพลุ่งจากปล่องและส่งกลิ่นเหม็นมากขึ้น
ทำให้บริเวณบ้านใกล้เรือนเคียงต่างทนไม่ไหวกับกลิ่นนี้
แต่ตอนนั้นยังไม่มีใครติดใจสงสัยว่าหมอกำลังเผาอะไรในคฤหาสน์หลังนั้น
จนกระทั้ง…………………..
ความลับเปิดเผย
11 มีนาคม 1944 เจ้าของบ้านเลขที่ 20 ถนนสายเดียวกัน
ได้พาและกองดับเพลิงจำนวนมากมาคฤหาสน์หลังนั้น
เพราะสงสัยว่าควันนั้นอาจเกิดจากไฟไหม้ พอดีหมอมาร์เซล์ไม่อยู่บ้าน
ตำรวจและกองดับเพลิงไม่มีเวลาไปตามตัวหมอ เพราะไฟอาจลามไปข้างเคียงได้
จึงได้บุกเข้าไป พบว่าต้นเพลิงอยู่ชั้นใต้ดิน พบเตาเผาที่กำลังลุกไหม้
และสิ่งที่สยดสยองที่ไม่เคยพบในโลกนี้
ซากศพที่ถูกตัดเป็นท่อน ๆ
ที่เกลื่อนกลาดราวกับขยะ นับคล่าว ๆ ได้ประมาณ 27 ศพ มีทั้งเพศชาย หญิง
คนแก่ และเด็ก ทุกศพถูกหัน ชิ้นส่วนกระจัดกระจาย ไม่ว่าจะเป็น ศีรษะ ลำตัว
แขนขา
หมอมาร์เซล์ได้ยินข่าวก็รีบมาที่ คฤหาสน์ทันที
"เอ้อ………….คือว่าศพทั้งหมดนี้เป็นพวกทรยศชาติกับทหารนาซี ผมจำเป็นต้องสังหารน่ะครับ" หมอแก้ตัวอย่างนั้น
น่าแปลกที่ตำรวจชั้นผู้ใหญ่เชื่อคำแก้ตัวของหมอ
เนื่องจากบุคลิกที่น่าเชื่อถือของหมอเองหรือช่วงนี้ใกล้จะยุติสงครามโลกครั้งที่สองแ
ล้วเพราะฝ่ายสัมพันธมิตรใกล้จะปลดปล่อยฝรั่งเศสจากเยอรมันเร็ว
ๆ นี้ จึงไม่ใส่ใจอะไรกับคดีมากนัก
และวันนั้นเองตำรวจก็กลับไปโดยไม่มีการจับกุมตัวหมอใด ๆ ทั้งสิ้น
หมอมาร์เซล์รู้ตัวดีว่าถึงเวลาแล้วที่ต้องปิดฉากคูหามรณะเสียที่ เขารีบเก็บของแล้วเผ่นไปจากปารีสไปหลบซ่อนในบ้านนอก
ในขณะเดียวกันตำรวจดันไปเจอกองมหาสมบัติและบัญชีรายชื่อคนเข้าห้องมรณะจำนวนกว่า
63 คน เมื่อตำรวจสอบประวัติผู้ตายแล้วไม่พบคนทรยศชาติสักคน
แต่ก็สายไปแล้ว หมอมาร์เซล์หลบหนีออกจากปารีสและไม่พบข่าวคราวอีกเลย
ตำรวจทำได้แค่ลงหน้าและเรื่องราวของหมอมาร์เซล์ไว้ในหนังสือพิมพ์แจกจ่ายไปทั่วปารีต
เท่านั้น
จุดจบ
วันนี้เป็นวันเฉลิมชัยชนะในสงครามโลกครั้งที่สอง ตามถนนชองป์ เอลิเซ นำโดยขบวนกองทัพของนายพลเดอโกลด์
มีชายคนหนึ่งเขาไว้หนวดไว้เครา มีเหรียญตราเก๊ๆมาประดับที่หน้าอกเดินร่วมกับเขา
"นั้นหมอมารืเซล์ ปดีต นี้" ตำรวจที่ต้องการตัวหมออย่างหนักจำเขาได้ และหมอมาร์เซล์ก็ถูกจับในวันนั้นเอง
เมื่อชีวิตของผู้คนกลับคืนสู่ปรกติหลังจากการปลดปล่อยแล้ว ตำรวจได้สะสางคดีหมอมาร์เซล์ใหม่
หมอยืนยันเขาสังหารเฉพาะคนทรยศชาติและกลับคำมาสู้กันในศาส ตลอด 18
เดือนที่ถูกศาลชัก แต่คราวนี้คณะลูกขุนไม่โง่เหมือนพวกตำรวจ หลักฐานต่าง ๆ
เช่น หีบห่อเสื้อหากว่า 1500 ชุด ห้องในคฤหาสน์มรณะ บัญชีรายชื่อเหยื่อ
และเงินที่จดบันทึกเป็นหลักฐานที่หมอดิ้นไม่หยุด
ตอนที่ศาลอ่านคำพิพากษา
ณะนั้นคนอื่นเข้าร่วมส่งเสียกันระเบ็งเซ็งแซ่จนจำเลยแทบไม่ได้ยินคำตัดสิน
จนต้องถามคนข้างเคียงว่าตนมีความผิดหรือไม่
"นายถูกตัดสินประหารชีวิตน่ะ" คนข้างเคียงบอก
หมอมาร์เซล์มีได้ยินว่าถูกลงโทษประหาร ก็แหกปากร้อง
"ฉันจะแก้แค้น"
เรื่องตลกที่ตลกไม่ออก
เช้าตรู่ 26 พฤษภาคม 1946
ขณะที่หมอมาร์เซล์กำลังเดินเข้าไปสู่กิโยตินเพื่อประหารชีวิตนั้น
หมอมาร์เซล์ได้ขอร้องคนข้างเคียงเป็นครั้งสุดท้ายในชีวิตว่า
"ขอปัสสาวะหน่อยน่ะ"
คนข้างเคียงตอบกลับไปว่า
"แล้วที่ลูกค้าที่นายสังหารทั้ง 63 คนน่ะ พวกเขาได้รับความปราณีจากนายสักคนหรือเปล่าล่ะ"
หมอมาร์เซล์ไม่ตอบคำถามนี้ คอตก ยอมรับความตายที่อยู่ข้างหน้า
หมอมาร์เซลล์ถูกกิโยตินปั่นหัวออกจากร่างในเช้าตรู่ ตายทั้ง ๆ ที่ปวดฉี่อยู่
"ด้วยปฏิญาณแห่งข้า ข้าขอสาบานจะนับถือบูชาอาจารย์ดุจบิดามารดาอันเป็นที่............"
คำปฏิญาณการเป็นแพทย์ของฮิบโปเครติสบิดาแห่งแพทย์ศาสตร์ยังดังไปทั่วสถานที่รับปริญญาบัตร
แพทย์ศาสตร์ทั่วโลก แต่เชื่อเลยว่าปีศาจในร่างของหมอนอกจากหมอมาร์เซล์ยังเกิดขึ้นทุกยุคทุกสมัยและความโหดเหี้ยม
ที่ตามมาอย่างซ่อนเงื่อนและฉลาดกว่าเดิม ตราบใดที่มนุษย์ยังมีรัก โลภ โกรธ หลง อยู่อย่างไม่มีการเปลี่ยนแปลง
ตลอดไป................
------------------------------------------------------------
ข้อมูลจาก
http://my.dek-d.com/writer/story/viewlongc.php?id=205702&chapter=2
http://xchange.teenee.com/lofiversion/index.php/t60438.html
รูปภาพจาก
http://my.dek-d.com/cammy/showpic.php?pid=3874521

#1 By PUMP201 on 2008-01-19 00:28