ประวัติเทพของจีน

posted on 07 Jan 2008 19:35 by anubiscross in God

1.เง็กเซียนฮ่องเต้

แนวคิดของการเกิดสวรรค์ของจีนเป็นนิทานที่คนจีนสร้างเอง นั้นมีการตั้งชื่อว่า พ่วงโก้วคายทีเพ็กตี่ แปลว่า พ่วงโกว่ผู้ขยายฟ้าแยกดิน ภาษาจีนกลางเรียกว่า ปันกู กล่าวเล่าว่าในสมัยนั้นมีการเรียกพระเจ้าว่า เง็กอ๊วง เรียกเต็มยศว่า เง็กเซียนฮ่องเต้ มีนิทานเล่าว่าหลังจากที่เง็กเซียนฮ่องเต้แยกฟ้าแยกดินแล้ว วันหนึ่งเขาได้พบกับไท้ง้วงบ้อ หรือไท้ง้วงเลียบ้อ เรียกสั้นๆว่า เจ้าแม่หยกหรือเจ้าแม่ทิพย์ แล้วมีอะไรกัน (อย่า! คิดมาก) แล้วก็เกิดซัมอ๊วงหรือเจ้าทั้งสามและโหงวตี่หรือ
กษัตริย์ทั้งห้าต่อมาษัตริย์ทั้งห้าในภายหลัง คือ กษัตริย์ยุคโบราณทั้งห้าพระองค์ บางตำราได้กล่าวว่าเง็กเซียนฮ่องเต้นั้นถือกำเนิดเอง บางตำรากล่าวว่ากษัตริย์ อึ๊งตี่ เมื่อตายไปได้เป็นเง็กเซียนฮ่องเต้ มีความคิดหลากหลายจินตนาการเกี่ยวกับเรื่องนี้

เรื่องนี้เกิดจากที่ คุณ พ่วงโก้ว ได้สร้างโลกแล้ว มีผู้หญิงคนหนึ่งชื่อ นึ่งออ หรือ หนี่วา ได้หยิบดินมาปั้นเป็นตุ๊กตาคนเล่น เมื่อเห็นว่าน่ารักดีจึงปั้นเยอะขึ้น ตัวนั้นก็สวย ตัวนี้ก็สวย เธอปั้นจนเหงื่อเธอหยด บังเอิญจริงเหงื่อเจ้ากรรมดั้นหยดบนตุ๊กตาที่เธอปั้น ทำให้ตุ๊กตานั้นมีชีวิตและมีการขอบคุณเจ้าแม่หนี่วาว่าเป็นผู้สร้างตน จึงได้ชื่อว่าเจ้าแม่หนี่ว่าผู้สร้างมนุษย


2.หนี่วา

เรื่องเล่าของหนี่วาตามตำนานจีนมีอยู่มากมาย บางตำนานเล่าว่าหนี่วาเป็นพี่น้องกับฝูซี อยู่บนโลกกันสองคนพอทั้งสองเริ่มเติบโตก็คิดว่าหากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไปหลังจากทั้งสองตายไป

แล้วโลกอันสวยงามนี้คงไม่มีคนอยู่ดูชม ทั้งสองจึงได้แต่งงานกันเป็นสามีภรรยาและให้กำเนิดมนุษย์ขึ้นมา แต่เนื่องจากการแต่งงานระหว่างพี่น้องเป็นเรื่องที่ผิด ต่อมาหนี่วาจึงห้ามไม่ให้พี่น้องแต่งงานกันอีก เรื่องนี้ก็เลยกลายเป็นต้นกำเนิดของประเพณี
การแต่งเอาคนนอกครอบครัวเข้าบ้านของคนจีน บางตำนานก็เล่าว่าหนี่วาให้ผู้สร้างมนุษย์จากดินสีเหลือง โดยปั้นเลียนแบบรูปร่างหน้าตาของตัวเอง หลังจากนั้นก็เป็นผู้สร้างสังคมของมนุษย์ขึ้นมา ยังมีบางตำนานที่เล่าว่าหนี่วาเป็นผู้ที่บูรณะโลกมนุษย
์จากผลของการต่อสู้กันของเทพและภัยธรรมชาติต่างๆ บางตำนานก็เล่าว่าหนี่วาเป็นเทพเจ้าแห่งเสียงเพลง มาจนบัดนี้ก็ยังไม่หลักฐานยืนยันลำดับก่อนหลังของตำนานเหล่านี้



ตำนานของหนี่วาที่ถูกนำมาเล่าสู่กันฟังมากที่สุด 2 เรื่องคือ

1. หนี่วาผู้สร้าง
ตามตำนานส่วนใหญ่ไม่ได้เล่าว่าหนี่วาเป็นผู้สร้างทุกสิ่งทุกอย่างบนโลก ส่วนใหญ่จะเล่ามาเป็นผู้สร้างมวลมนุษย์ เป็นผู้สร้างโลกใหม่หลังเกิดหายนะขึ้นบนโลก ตำนานเล่าว่าหนี่วามีช่วงชีวิตอยู่ตอนที่โลกเพิ่งเกิดขึ้น หนี่วารู้สึกเหงาเพราะไม่มีสิ่งมีชีวิตอื่นอาศัยอยู่บนโลกเลย ดังนั้นจึงคิดที่จะสร้างสิ่งมีชีวิตขึ้นมา

หลังจากนั้นหนี่วาก็เริ่มสร้างสิ่งมีชีวิตขึ้นทีละวันๆ วันแรกสร้างไก่ วันที่สองสร้างสุนัข วันที่สามสร้างแกะ วันที่สี่สร้างหมู วันที่ห้าสร้างวัว วันที่หกสร้างม้า และวันที่เจ็ดหนีวาได้ใช้ดินเหลืองผสมกับน้ำปั้นสิ่งมีชีวิตเลียนแบบหน้า
ตาของตนขึ้นมากลายเป็นมนุษย์ พอปั้นเสร็จมนุษย์เหล่านั้นก็กระโดดโลดเต้น หนี่วาเห็นดังนั้นจึงรู้สึกดีใจหลังจากนั้นหนี่วาก็สร้างมนุษย์ไปเรื่อยๆ ทีละวันๆ พอสร้างไปได้หลายร้อยตัว หนี่วาจึงรู้สึกว่าวิธีนี้ค่อนข้างช้า หนี่วาจึงคิดหาวิธีใหม่โดยการน้ำเอาเชือกจุ่มลงในดินโคลน จากนั้นยกขึ้นมาสะบัด เศษโคลนที่หลุดจากเชือกก็ตกลงสู่พื้นแล้วกลายเป็นมนุษย์

ต่อมาหนี่วาอยากให้มนุษย์สามารถมีชีวิตคงอยู่ต่อไปบนโลกนี้ได้ จึงสอนให้มนุษย์เหล่านั้นรู้จักความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้อง และรู้จักการแต่งงานเป็นสามีภรรยาเพื่อกำเนิดเชื้อสายสืบพันธ์ต่อไป (บางตำนานเล่าว่าหนี่วากับฝูซีแสดงให้ดูเป็นตัวอย่าง)

2. หนี่วาปิดฟ้า (อุดรูรั่วของฟ้า)
ตามตำนานเล่าว่าเมื่อนานมาแล้วมีเทพ 2องค์ คือเทพไฟ และเทพน้ำทะเลาะและต่อสู้กัน ต่อมาเทพน้ำแพ้ จึงรู้สึกอับอายจึงเอาหัวโขกไปที่ภูเขาปู้โจว ทำให้ภูเขาปู้โจวพังทลาย ไม่คิดว่าเขาปู้โจวจะเป็นเสาหลักที่ค้ำจุนฟ้าดินอยู่ หลังจากภูเขาปู้โจวพังทลายลงทำให้ฟ้าดินแปรปรวน ฟ้าเอียงไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ดินเอียงไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ภูเขาและผืนป่าถูกไฟทำลาย เกิดน้ำท่วมไปทั่วทุกหนแห่ง ปีศาจก็ออกมาทำร้ายผู้คน มนุษย์ประสบกับภัยพิบัติอันใหญ่หลวง

หนี่วาเห็นดังนั้นก็รู้สึกเจ็บปวดมากจังตั้งใจที่จะอุดรูรั่วของฟ้า เพื่อที่จะอุดรูรั่วนี้หนี่วาได้ใช้หินห้าสีมาหลอมรวมกัน
เพื่อทำการเชื่อมต่อและอุดรูรั่วของฟ้า หลังจากนั้นได้ตัดขาทั้งสี่ของเต่ายักษ์มาค้ำจุนฟ้า แต่ดูเหมือนว่าหนี่วาจะไม่สามารถทำสำเร็จสมบูรณ์ได้ ฟัาดินยังเอียงอยู่เล็กน้อยทำให้เกิดปรากฏการณ์ที่ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์และดวงดาวเคลื่อนที่ไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ และน้ำในแม่น้ำไหลไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้

3.เจ้าแม่กวนอิม

เจ้าแม่กวนอิม พระโพธิสัตว์ ของพระพุทธศาสนา ฝ่ายมหายาน เป็นองค์เดียวกันกับพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ในภาษาสันสกฤต ซึ่งมีต้นกำเนิดจากพระสูตรมหายานในอินเดีย และได้ผสมผสานกับความเชื่อพื้นถิ่นดั้งเดิมของจีน คือตำนานเรื่องพระธิดาเมี่ยวซ่าน ก่อให้เกิดเป็นพระโพธิสัตว์กวนอิมในภาคสตรีขึ้น เพื่อแสดงออกถึงความอ่อนโยน และแสดงถึงความเมตตากรุณาให้เด่นชัดยิ่งขึ้นดังเช่นความรักของมารดาที่มีต่อบุตร ซึ่งเป็นการผสมผสานกลมกลืนทางความเชื่อที่ปราศจากข้อขัดแย้ง เนื่องจากในสัทธรรมปุณฑรีกสูตรได้อธิบายว่า พระอวโลกิเตศวรนั้นสามารถแบ่งภาคเพื่อโปรดสรรพสัตว์ได้มากมายทั้งปางบุรุษและสตรี และเป็นธรรมดาของพระโพธิสัตว์มหายานที่เมื่อเข้าไปสู่ดินแดนอื่นทั้งทิเบต จีน หรือญี่ปุ่น ย่อมผสมผสานกลมกลืนได้กับเทพท้องถิ่นนั้น ๆ อย่างในกรณีพระอวโลกิเตศวรนี้ Sir Charles Eliot ได้ตั้งข้อสังเกตว่า "คงเนื่องมาจากความสับสนทางความคิดของชาวจีนในยุคนั้น ซึ่งบูชาเทพเจ้าต่างๆ ของตนอยู่แล้ว และเมี่ยวซ่านก็เป็นเทพวีรชนดั้งเดิมอยู่ก่อน พออารยธรรมพระโพธิสัตว์จากอินเดียแผ่เข้าไปถึง ได้เกิดการผสานทางวัฒนธรรมเปลี่ยนชื่อเสียงคงไว้เพียงแต่คุณลักษณะต่าง ๆ พอให้แยกออกว่าเป็นพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์"
พระโพธิสัตว์กวนอิม (ประสูติ 19 เดือนยี่จีน) ชาติสุดท้ายเป็น ราชธิดานาม เมี่ยวซ่าน เดิมเป็นเทพธิดา มาจุติยังโลกมนุษย์เพื่อมาช่วยปลดเปลื้องทุกข์ภัยแก่มวลมนุษย์ เป็นราชธิดาองค์สุดท้ายของกษัตริย์ เมี่ยวจวง ซึ่งมีราชธิดา 3 องค์ องค์โตชื่อ เมี่ยวอิม องค์รองชื่อ เมี่ยวหยวน เยาว์วัยเป็นพุทธมามกะ รู้แจ้งในหลักธรรมลึกซึ้ง ตั้งพระทัยแน่วแน่จะบำเพ็ญภาวนา เพื่อหลุดพ้นสังสารวัฏ ออกบวชวันที่ 19 เดือน 9 พระเจ้าเมี่ยวจวงไม่เห็นด้วย จะบังคับให้เลือกราชบุตรเขย เพื่อจะได้สืบทอดราชบัลลังก์ต่อไป แต่เจ้าหญิงเมี่ยวซ่านไม่สนพระทัยเรื่องลาภ ยศ สรรเสริญ อันจอมปลอม แม้จะถูกพระบิดาดุด่าอย่างไร องค์หญิงก็ไม่เคยนึกโกรธเคืองแต่อย่างใด
ต่อมาองค์หญิงสามได้ถูกขับไปทำงานหนักในสวนดอกไม้ เช่น หาบน้ำ ปลูกดอกไม้ ทั้งนี้เพื่อทรมานให้เปลี่ยนความตั้งใจ แต่ก็มีเหล่ารุกขเทวดามาช่วยทำแทนให้ทั้งหมด พระบิดาเมื่อเห็นว่าไม่ได้ผล จึงรับสั่งให้หัวหน้าแม่ชี นำองค์หญิงสามไปอยู่ที่วัดนกยูงขาว และให้เอางานของแม่ชีทั้งวัดมอบให้องค์หญิงทำคนเดียว แต่องค์หญิงมีพระทัยเด็ดเดี่ยว ไม่เกี่ยงงานการต่างๆ ก็มีเหล่าเทพารักษ์มาช่วยทำแทนให้อีก พระเจ้าเมี่ยวจวงเข้าพระทัยว่า พวกแม่ชีไม่กล้าเคี่ยวเข็ญใช้งานหนัก ก็ยิ่งทรงกริ้วหนักขึ้น สั่งให้ทหารเผาวัดนกยูงขาวจนวอดเป็นจุณไป พร้อมกับพวกแม่ชีทั้งวัด มีแต่เจ้าหญิงเมี่ยวซ่านเท่านั้นที่ปลอดภัยรอดชีวิตมาได้
พระเจ้าเมี่ยวจวงทรงทราบดังนั้น จึงรับสั่งให้นำตัวราชธิดาไปประหารชีวิต เทพารักษ์คอยคุ้มครองเจ้าหญิงอยู่ โดยเนรมิตทองทิพย์เป็นเกราะห่อหุ้มตัว คมดาบของนายทหารจึงไม่อาจระคายพระวรกาย ดาบหักถึง 3 ครั้ง 3 ครา พระบิดาทรงกริ้วยิ่งนัก โดยเข้าพระทัยว่านายทหารไม่กล้าประหารจริง จึงให้ประหารนายทหารแทน แล้วรับสั่งให้จับเจ้าหญิงไปแขวนคอ ทว่าผ้าแพรที่แขวนคอก็ขาดสะบั้นลงอีก
ทันใดนั้นปรากฏมีเสือเทวดาตัวหนึ่งได้นำเจ้าหญิงขึ้นพาดหลังแล้วเผ่นหนีไปที่เขาเซีย
งซัน ต่อมา เทพไท่ไป๋ได้แปลงร่างเป็นชายชรามาโปรดเจ้าหญิง ชี้แนะเคล็ดวิธีการบำเพ็ญเพียรเครื่องดับทุกข์ จนสามารถบรรลุมรรคผลสำเร็จธรรม วันที่ 19 เดือน 6 ข้างฝ่ายพระบิดาเข้าพระทัยว่า เจ้าหญิงถูกเสือคาบไปกินเสียแล้ว จึงไม่ได้ติดใจตามราวีอีก
ต่อมาไม่นานบาปกรรมที่พระองค์ก่อไว้ส่งผล เกิดป่วยด้วยโรคร้ายแรง ไม่มียารักษาให้หายได้ เจ้าหญิงเมี่ยวซ่านได้ทรงทราบด้วยญาณวิถีว่า พระบิดากำลังประสบเคราะห์กรรมอย่างหนัก ด้วยความกตัญญูกตเวทีเป็นเลิศ มิได้ถือโทษโกรธการกระทำพระบิดาแม้แต่น้อย ทรงได้สละดวงตาและแขนสองข้าง เพื่อรักษาพระบิดาจนหายจากโรคร้าย ว่ากันว่า ภายหลังสำเร็จอรหันต์ ได้ดวงตาและพระกรคืน เคยแสดงปาฏิหารย์เป็นปางกวนอิมพันมือ องค์หญิงเมี่ยวซ่านนั้น ตอนแรกเป็นชาวพุทธ ตอนหลังเทพไท่ไป๋ได้มาโปรด ชี้แนะหนทางดับทุกข์ เหตุนี้พระโพธิสัตว์กวนอิมจึงเป็นเทพทั้งฝ่ายพุทธและฝ่ายเต๋าในเวลาเดียวกัน


4.เทพเจ้าไฟ

เทพเจ้าไฟคนในสมัยโบราณเรียกเทพเจ้าไฟว่า จ๊กย้ง แปลว่าเจ้าไฟ มีพาหนะคู่ใจคือมังกรคู่ ตำนานเล่าว่าเป็นบุตรครึ่งเทพครึ่งอสูร ได้รับบัญชาจากเง็กเซียนฮ่องเต้ให้ช่วยลงมาดูแลเรื่องไฟบนโลก ท่านได้มาเกิดบนโลกชื่อว่า ตั้งลี่ เป็นผู้ที่ริเริ่มให้คนบูชาเทพแห่งไฟ จากตำนานนั้นมีทั้งภาคที่เป็นคนและเป็นเทพ มีอยู่ครั้งหนึ่งชาวบ้านเห็นปีศาจมาอาละวาดตอนกลางคืน ได้ไปแจ้งเรื่องนี้กับตั้งลี่

เขาได้คิดทำโคมที่ใช้จุดส่องสว่างในยามค่ำคืนเพื่อไล่พวกปีศาจ บางตำรากล่าวว่าท่านมิได้ทำโคมแต่ทำปะทัดจุดโยนไล่ปีศาจไป


และเป็นตำนานในการเกิดปะทัด ที่ชาวบ้านในมณฑณยูนานนิยมจุดเพื่อบูชาเทพเจ้าแห่งไฟ


5.เทพธิดาไหม

เทพธิดาไหม งานสาวทอไหมนั้นเป็นงานของ lady และเทพของงานนี้ก็เป็นผู้หญิงเช่นกัน เรื่องเล่ามีอยู่ว่ามีหญิงสาวคนหนึ่งที่ถูกพ่อทิ้งให้อยู่ตามลำพัง เพราะว่าตนเองต้องไปธุระที่แดนอันไกลพ้น เธอเลี้ยง horse ไว้หนึ่งตัวและคุณเธอก็รักมันมากมีอยู่วันหนึ่ง เธอเกิดนึกครึ้มว่าบอกม้าว่าถ้ามันพาพ่อมาหาเธอได้และ เธอจะยอมแต่งงานด้วย พอสาวน้อยพูดจบม้าก็วิ่งปาย ฝ่ายพ่อของหญิงผู้นั้นบังเอิ้ญบังเอิญเจ็บหนักที่ต่างแดน พอเห็นม้าตัวเองวิ่งเข้ามาหา พี่แกก็น้ำตาอาบแก้ม กระโจนกอดม้าโดดขึ้นหลังกลับบ้านทันที พอกลับมาถึงบ้านลูกสาวก็ดีใจ๊ดีใจ ช่วยกันยัดหญ้าเข้าปากม้า แต่ม้าสิไม่ยอมกินลูกสาวเลยเล่าข้อต่อรองให้พ่อฟัง ส่วนพ่อก็หัวเราะและบอกว่าให้ลืมเรื่องนี้ซะเช้า ต่อมาพ่อก็ตัดสินใจฆาตกรรมม้าตัวนั้น อะโฉะ... ถลกหนังมันตากหน้าบ้าน ลูกสาวเห็นแล้วก็เศร้าใจ จึงเข้าไปลูบหนังม้าให้หายคิดถึง ทันใดนั้น! ..... เกิดปราฏิหาริย์ หนังม้าม้วนหญิงสาวเข้าไปในนั้น ต่อหน้าชาวประชาที่อยู่ ณ บริเวณนั้น รู้อ๊ะป่าว? ว่ามันพาผู้หญิงไปไหน ติ๊กต๊อก ติ๊กต๊อก หมดเวลาแล้ว คิดไม่ออกละสิ

มันได้พาหญิงสาวได้ไปยังทุ่งแห่งหนึ่งเรียกว่าทุ่งต้นหม่อน และหญิงสาวได้กลายเป็นตัวไหมที่มีหัวเหมือนม้า ไต่อยู่บนต้นหม่อนและก็กินใบหม่อนซึ่งต่อมาเรียกดินแดนนี้ว่า " ทุ่งคายใย "

ยังไม่จบเพียงเท่านี้หรอก!! เนื่องจากคนจีนคิดไหมได้ตั้งแต่ 4600 ปีก่อน ก็เลยมีการถูกขมวดเรื่องว่า มเหสีอึ้งตี่เป็นผู้คิดทอผ้าได้ เพราะชาติก่อนนางเคยเป็นเจ้าแม่แห่งแดนตะวันตก เจ้าของทุ่งคายไหม เย้!!


6.เทพเจ้า ๔ เสาสวรรค์


เสาทั้งสี่นั้นเป็นเสาสวรรค์ที่มีเทพแต่ละองค์ดูแลอยู่

กิม แปลว่า ทอง

กัง แปลว่า แข็งแกร่ง

ลัก แปลว่า กำลัง

สือ แปลว่า ทหาร

ถ้าจะแปลกันตามตรงก็แปลว่า เทพเจ้าแห่งความแข็งแกร่ง เป็นเรื่องต่อเนื่องเล่าว่า หลังจากที่หนี่วาสร้างมนุษย์แลัว วันดีคืนดี (คืนร้ายมากกว่า)สวรรค์เกิดตกลงมาทำให้นำท่วมโลก เดือดร้อนถึงหนี่ว่าต้องช่วยเจาะโลกให้น้ำไหลออกไป ส่วนสวรรค์ที่หล่นลงมานั้นมี hole ที่ใหญ่มาก หนี่วาได้ช่วยเรียกเบริด์ที่รับจ้างซ่อไปช่วยซ่อม และให้นินจาเต่ามาซ้อนกันจนเป็นเสาสูง ๔ ต้นใช้ค้ำสวรรค์ เง็กเซียนฮ่องเต้เห็นว่าควรมีใครมาดูเลพวกนินจาเต่าพวกนี้ จึงสั่งให้ กิมกังลักสือมาดูและเสาทั้ง ๔ ต้นนี้

ในสมัยโบราณ ชาวบ้านได้มีการบูชา กิมกังลักสือ ในวันที่ ๘ เดือน ๑๒ ของจีน และมีการสวมหน้ากากเพื่อเป็นตัวแทน กิมกังลักสือ พร้อมกับตีกลองเพื่อไล่โรคร้าย


7.เทพธิดาเจ็ดนางฟ้า

เทพธิดาเจ็ดนางฟ้า ใครที่เคยอ่านตึ่งนั่งเกี๊ยแลัว วันที่7 เดือน 7 วันเกิดอากั่ว พ่อกับแม่จะซื้อผู้คุ้มครองเด็กมาตามธรรมเนียมคนแต้จิ๋วทางตอนใต้ของจีน จะนิยมไหว้และคนจีนในคนไทยส่วนใหญ่เป็นคนจีนซะด้วย
(จริงปะส่วนท้องถิ่นทางเหนือจะมีธรรมเนียมในวัง เพราะวันที่7เดือน7จะเป็นวันไหว้เทพทอผ้า เทพทอผ้านั้นมีการบันทึกว่ามีมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์เหนือใต้ ในวังจะมีการตกแต่งดอกไม้และเกมส์สนุกๆคือ การแข่งร้อยไหมเข้ารูเข็ม700เล่ม!! ล้อเล่นนะแค่7เล่มก็จะทิ่มมือแล้ว มีการจัดวางจานผลไม้น่าอร่อยอาย่อย ชวนเทพธิดาทอผ้ามารับเครื่องเซ่นไหว้ และอวยพรให้สาวๆมีนิ้วที่คล่องแคล่วและสวยงามปักผ้าได้เร็ว แต่ๆๆๆๆ ในสมัยราชวงศ์เช็ง ณ ราชวังปักกิ่ง มีการจัดของไหว้ 49 อย่างที่อุทธยาน เพื่อไหว้หนุ่มเลี้ยงวัวกับเทพธิดาทอผ้า ผู้เป็นเจ้าตำนานความรัก ในวันที่7 เดือน 7 เจ้าพนักงานวังต้องนำโต๊ะไหว้บรรพบุรุษเพื่อให้ฮ่องเต้และฮ่องเฮ้าได้ไหว้ต่อมาช่วงปลายๆงาชวงศ์ มีการเพิ่มพิธีกรรมสวดมนต์ประกอบพิธีกรรมและมโหรี10ชิ้น เล่นงิ้วเรื่องหนุ่มเลี้ยงวัวกับสาวทอผ้า เฮ้อ! เหนื่อย

ตำนานนี้เกิดขึ้นในสมัยตองก็ก ชายชื่อตั้งย้ง เป็นคนดี๊คนดี พอพ่อตายก็ทำงานหาเงินเพื่อฝังศพพ่อ น้องนุชสุดท้องของเจ็ดนางฟ้า เป็นถึงธิดาของเง็กเซียนฮ่องเต้ ทรงเล็งเห็นด้วยทิพยเนตร เห็นว่าชายผู้นี้เป็นคนดี ซื่อสัตย์ กตัญญู ขยันหมั่นเพียร นางเลยรักผู้ชายคนนี้เต็มหัวใจ โดยไม่คำนึงถึงความแตกต่าง ได้ลงมาอยู่กินกันแบบฉันสามีภรรยา นางทำงานทอผ้าส่วนสามีทำนาเลี้ยงวัววันหนึ่ง
เมื่อเรื่องทราบถึงเง็กเซียนฮ่องเต้ ก็ทรงพิโรธเพราะผิดธรรมเนียมชนชั้น ได้ส่งเทวดามาจับนางกลับไป โดยยินยอมให้นางได้พบกันปี ละครั้งในวันที่7เดือน7

 

------------------------------------------------------------------

ข้อมูลจาก

http://xchange.teenee.com/lofiversion/index.php/t60664.html

 

 

 

Comment

Comment:

Tweet

Hello! Good Site! Thanks you! thspqnuxyu

#12 By lyhhsgxchy (212.107.116.240) on 2008-01-28 08:31

อย่างนี้นี่เอง

#11 By นานา (117.47.91.180) on 2008-01-12 13:36

#10 By (125.24.236.255) on 2008-01-08 22:04

โอ้...
ไม่เคยรู้มาก่อนเลยงะ

ว่าแต่ 7 นางฟ้าคงสวยมากเลยเนอะ
surprised smile

#9 By ~ Ka Ren ~ on 2008-01-08 20:29

มีตำนานของเทพพราหมณ์มั๊ยจะขอบคุณมากเลยล่ะ

#8 By o_o* on 2008-01-08 19:31

น่าจะมีรูปด้วยนะ

#7 By นายฉิม on 2008-01-08 18:59

วันหลัง ขอ ตำนานเทพของไทยด้วยน๊ะ

ไม่ชอบของนอก เรารักของไทย

ก๊ากกกกกก
อิอิอิconfused smile

#6 By BB.boy on 2008-01-08 18:08

รู้จักเง็กเซียนฮ่องเต้ กับเจ้าแม่กวนอิมค่ะ

#5 By Meowzilla Zilla on 2008-01-08 12:08

Hot! big smile big smile

#4 By ฟิวส์ on 2008-01-08 09:52

ตำนานที่ผมได้ยินมา เง็กเซียนฮ่องเต้กับผานกู่ไม่เกี่ยวกันนะครับ (เห็นเรียกว่าปันกู)

ผานกู่คือผู้สร้างฟ้าดินในจักรวาล ว่ากันว่าจักรวาลในตอนแรกมีแต่ความยุ่งเหยิง ผสมกลมกลืนระหว่างหยินหยาง

แต่มีจุดหนึ่งที่หยินหยางหลอมรวมกันอย่างสมดุล กลายเป็นก้อนหินรูปไข่ และเกิดเป็นชีวิตขึ้นมา
สิ่งที่เกิดขึ้น บ้างก็ว่าเป็นคนยักษ์ บ้างก็ว่าเป็นลิงยักษ์ (บางตำราก็ว่าเห้งเจีย ซุนหงอคง เป็นลูกหลานของผานกู่)

ตอนผานกู่ถือกำเนิด ก็ดันหินรูปไข่ก็แยกออกเป็นสองส่วน แต่มันพยายามจะกลับมารวมกัน ผานกู่จึงยืนขึ้น และคำ้ยันไว้ ด้านบนกลายเป็นฟ้า ด้านล่างกลายเป็นดิน

ผานกู่กินหยินหยางในจักรวาลและเติบโตขึ้น ผลักดันฟ้าดินออกห่างจากกัน จนกระทั่งเกิดความสมดุล ฟ้าดินแยกจากกันจนมันไม่กลับมารวมกัน ดังนั้นระยะห่างของฟ้าดินในปัจจุบันก็คือความสูงของผานกู่

ผานกู่คอยปกป้องโลกจากภยันตราย เช่นอุกาบาต หรือแผ่นดินแยก ย่างก้าวที่เดินผ่านไปทำให้ดินอัดตัวกันเป็นพื้น จนกระทั่งหมดอายุขัย ผานกู่ก็ล้มตัวลงนอน ถอนหายใจคายไอหยินหยางในร่างกายออกไปเป็นเมฆ กระดูกของผานกู่กลายเป็นภูเขา เลือดของผานกู่ไหลเป็นทางน้ำ ทั้งแม่น้ำคูคลอง และลงไปรวมกันในทะเล เส้นขนกลายเป็นพืชพรรณไม้ เลือดเนื้อกลายเป็นสัตว์ต่างๆ และดวงตาทั้งสอง ก็ลอยออกไปเป็นดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ เพื่อเฝ้ามองโลกอันเป็นที่รักทั้งกลางวันและกลางคืน

และเทพก็เกิดขึ้นมาจากผานกู่ เทพสืบเสาะที่มาที่ไปของตนเองและโลก จนกระทั่งรับรู้ถึงผานกู่ จึงยกย่องให้เป็นผู้สร้างฟ้าดิน เป็นบรรพเทพองค์แรกเหนือกว่าเทพองค์ไหน

ในตำนานบางเล่มมีกล่าวถึงที่เง็กเซียนฮ่องเต้นับถือผานกู่เป็นพ่อ ผานกู่เป็นที่คารวะของเทพ แต่เง็กเซียนฮ่องเต้เป็นกษัตริย์ของเหล่าเทพ ไม่ใช่ผานกู่ครับ
ทั้งหมดนี้ผมรู้จักเจ้าแม่กวนอิม องค์เดียวเองครับ(นอกนั้นพอคุ้น ๆ) surprised smile

#2 By mondaytakeshi on 2008-01-08 01:27

หนุ่มวัวกะหญิงทอผ้า เหมือนของญี่ปุ่นเลยแหะ
สงสัยตำนานพื้นที่ใกล้เคียงกันเลยตกทอดตามๆกันไปด้วย

#1 By Ellebazi on 2008-01-07 20:38