ฮัตเชปซุต สมญา“ราชินีมีเครา”
posted on 12 Dec 2007 17:56 by anubiscross in people
เมื่อเอ่ยถึงกษัตริย์แห่งดินแดนไอยคุปต์ นอกจาก “ตุตันคาเมน” (Tutankhamun) แล้ว “ฮัตเชปซุต” (Hatshepsut) เป็นชื่อต้นๆ ที่ผู้คนนึกถึงในฐานะผู้ปกครองแห่งยุคทองของอาณาจักรอียิปต์
“ฮัตเชปซุต”
เป็นที่รู้จักกันดีในนาม “ราชินีมีเครา”
เพราะตลอดเวลาที่ปรากฏตัวต่อสาธารณะ พระนางทรงเครื่องทรงของบุรุษ
และมีเคราปลอมสวม
เพื่อความสะดวกในการขึ้นเป็นฟาโรห์ปกครองอาณาจักรอียิปต์ในช่วงปีที่
1479-1458 ก่อนคริสต์ศักราช (ประมาณ 3,500 ปีก่อน) หลังฟาโรห์ทุตโมซิสที่
2 (Tuthmosis II) ซึ่งเป็นทั้งน้องชายต่างมารดาและพระสวามีสิ้นพระชนม์ลง
“ฮัตเชปซุต” สถาปนาตัวเองเป็นฟาโรห์หญิงองค์แรกและองค์เดียวของอียิปต์
นับเป็นสตรีผู้ทรงอำนาจคนแรกแห่งโลกโบราณ
มีอิทธิพลมากกว่าราชินีเนเฟอร์ติตี (Nefertiti) เสียอีก
ทว่า ฟาโรห์องค์ที่ 5 แห่งราชวงศ์ที่ 18 ครองบัลลังก์ได้เพียง 21
ปีก็หายตัวไปอย่างลึกลับ
รวมทั้งมัมมี่พระศพที่ไม่มีใครล่วงรู้ว่าฝังว่าไว้ที่ใด
ซาไฮ
ฮาวาสส์ (Zahi Hawass) ผู้อำนวยการสภาโบราณสถานแห่งอียิปต์ (Egypt's
Supreme Council of Antiquities)
ในฐานะหัวหน้าทีมโบราณคดีของทีมสำรวจช่องดิสคัฟเวอรี (Discovery Channel)
เปิดเผยเมื่อวันที่ 27 มิ.ย.ว่า มัมมี่หญิง 1 ใน 2
ร่างที่ค้นพบบริเวณหุบผากษัตริย์ (Valley of the Kings) ในเมืองลักซอร์
คือ พระศพฟาโรห์หญิง “ฮัตเชปซุต” ที่หายสาบสูญไปหลายพันปี
นับเป็นอีกการขุดค้นที่ยิ่งใหญ่
ต่อจากการค้นพบพระศพฟาโรห์ตุตันคาเมนตั้งแต่ปี 2456
หลุมศพดังกล่าว ค้นพบโดย โฮเวิร์ด คาร์เตอร์ (Howard Carter)
หลังจากค้นพบพระศพของฟาโรห์ตุตันคาเมนที่หุบผากษัตริย์จนโด่งดังในปี 2446
เขาและทีมสำรวจก็ค้นพบมัมมี่หญิง 2 ร่างที่บริเวณใกล้เคียง
ซึ่งหลุมดังกล่าวนักโบราณคดีเรียกว่า “หลุมเควี 60” (KV 60) จากนั้นในปี
2463 พวกเขาค้นพบหลุมพระศพที่ระบุว่าเป็นของฟาโรห์หญิงฮัตเชปซุต
แต่กลับพบโลงที่ว่างเปล่าถึง 2 โลง
อย่างไรก็ดี
ทีมโบราณคดีที่สนับสนุนเงินทุนโดยช่องดิสคัฟเวอรี สหรัฐฯ
เพื่อตามหาพระนางฮัตเชปซุตเปิดเผยว่า ในตอนแรกที่วิเคราะห์มัมมี่หญิง 1 ใน
2 ร่าง เชื่อแน่ว่าร่างหนึ่งคือ ซีทเร อิน (Sitre In) แม่นมของพระนาง
แต่อีกร่างไม่แน่ใจว่าเป็นผู้ใด
ต่อมานักไอยคุปต์วิทยาและนักวิทยาศาสตร์จำนวนมากจึงช่วยกันพิสูจน์ว่ามัมมี่อีกร่างท
ี่เหลือเป็นพระศพของฟาโรห์หญิงพระองค์เดียวแห่งอาณาจักรอียิปต์หรือไม่
โดยฮาวาสส์ได้แสดงหลักฐานที่ปฏิเสธไม่ได้ว่ามัมมีดังกล่าวเป็นพระนางจริง
การค้นพบกล่อง
“พระทนต์” หรือฟันซี่ที่หักที่ระบุว่าเป็นของฟาโรห์หญิง
ทำให้ผลการทดสอบทางวิทยาศาสตร์ออกมาชัดเจนมากยิ่งขึ้น
เมื่อนำมาประกอบเข้ากับช่องว่างที่วัดความละเอียดเป็นมิลลิเมตรในปากของมัมมี่ร่างที
่เหลือได้อย่างพอดี
ผลการเอกซเรย์ด้วยเครื่องซีทีสแกนและสร้างภาพ 3 มิติ
พร้อมทั้งวิเคราะห์ดีเอ็นเอมัมมี่หญิงอีกร่างในหลุม KV 60 ทำให้เชื่อว่า
มัมมี่ร่างดังกล่าวคือพระศพของฟาโรห์หญิงผู้ยิ่งใหญ่ที่นักโบราณคดีตามหามานาน
ทีมนักวิทยาศาสตร์จากนานาชาติร่วมกันวิเคราะห์ข้อมูลทางพันธุกรรม
โดยกระบวนการวิเคราะห์เสาะหาทั้งหมดจะออกอากาศทางช่องดิสคัฟเวอรีในเดือน
ก.ค.ที่จะถึงนี้
ทว่า สก็อต วูดเวิร์ด (Scott Woodward)
นักชีววิทยาโมเลกุล มูลนิธิโซเรนสัน ในยูทาห์ สหรัฐฯ (Sorenson Molecular
Genealogy Foundation in Salt Lake City, Utah)
ซึ่งทำวิจัยเรื่องดีเอ็นเอในมัมมี่
กลับตั้งคำถามต่อความมั่นใจในการใช้ข้อมูลทางดีเอ็นเอฟันธงว่าเป็นพระนาง
“มันยากที่จะนำดีเอ็นเอจากมัมมี่มาใช้งาน
หากจะใช้ดีเอ็นเอนำไปอ้างถึงความสัมพันธ์ จะต้องนำลำดับดีเอ็นเอจากพ่อแม่
หรือปู่ย่าของพระนางมาเปรียบเทียบ
ซี่งการใช้ข้อมูลพันธุกรรมของพระนางมาดูรายละเอียดก็จะพบได้แค่เชื้อสายทางมารดาของพ
ระนางเท่านั้น”
“จะเป็นไปได้ไหมถ้านั่นคือมีมัมมี่ที่เป็นพระญาติกับฮัตเชปซุต
หรือเราอาจพบมัมมีที่มีลักษณะทางดีเอ็นเอเช่นนี้และเป็นญาติกัน
เพราะผ่านมาแล้ว 3,500 ปี และการสกัดดีเอ็นเอออกมาก็สุดจะยาก”
วูดเวิร์ดแสดงความกังขา
ทางด้าน โดนัลด์ ไรอัน (Donald
Ryan) ผู้เชี่ยวชาญด้าอียิปต์โบราณซึ่งค้นพบหลุมพระศพอีกครั้งในปี 2532
ให้ความเห็นผ่านเว็บบอร์ดบนอินเทอร์เน็ตว่า
มีความเป็นไปได้หลายทางที่จะระบุว่า 1 ในมัมมี่หญิงทั้ง 2 ที่ค้นพบในหลุม
KV 60 เป็นฮัตเชปซุต
ทว่า
นักไอยคุปต์รายนี้กลับไม่เชื่อว่ามัมมี่ใน KV 60
คือฟาโรห์หญิงหนึ่งเดียวของอียิปต์ เพราะร่างมัมมี่ที่ใหญ่มาก
และเต้าอกก็มีขนาดใหญ่เกินกว่าจะใช่
รวมถึงร่องรอยที่แขนขวาก็ไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นกษัตริย์เสมอไป
อย่างไรก็ดี มัมมี่ของพระนางที่ค้นพบในหลุมที่เล็กไม่สมพระเกียรตินั้น
เป็นไปได้ว่าเพราะต้องการเก็บไว้ในที่ที่ปลอดภัย
หลังจากพระนางหายสาบสูญไปจากบันทึก ซึ่งอาจเป็นเพราะทุตโมซิสที่ 3
(Tuthmosis III) หลานชายของพระนางชิงบัลลังก์กลับคืน
ทั้งยังลบชื่อและความทรงจำที่เกี่ยวกับพระนางออกทั้งหมด
ฟาโรห์หญิงฮัตเชปซุต เป็นพระราชธิดาองค์เดียวของฟาโรห์ทุตโมซิสที่ 1
(Tuthmosis I) กับพระราชินีอาโมซิส
ด้วยความเป็นหญิงสิทธิในราชบัลลังก์จึงตกอยู่กับโอรสของพระชายารอง
เมื่อน้องต่างมารดาครองราชย์เป็นฟาโรห์ทุตโมซิสที่ 2
ก็อภิเษกกับเจ้าหญิงฮัตเชปซุตตามประเพณีของอียิปต์เพื่อรักษาสายเลือดอันบริสุทธิ์ขอ
งพระราชวงศ์
ทุตโมซิสที่ 2 เป็นกษัตริย์ที่อ่อนแอ
อำนาจบริหารจึงตกอยู่ในมือราชินีที่ฝึกฝนการบริหารราชการกับฟาโรห์องค์ก่อน
อีกทั้งตัวราชินีฮัตเชปซุตเองก็มีพระธิดาเพียงองค์เดียว
แต่ชายารองกลับมีพระโอรส ดังนั้นจึงเสียสิทธิการครองราชย์ไปอีกครั้ง
ทว่า
ทุตโมซิสที่ 2 สิ้นพระชนม์ขณะที่รัชทายาทยังเยาว์นัก ดังนั้น
พระนางฮัตเชปซุต (ผู้เป็นแม่เลี้ยง) จึงเป็นผู้สำเร็จราชการแทน
และหลังจากกุมอำนาจได้หลายปีด้วยความทะเยอทะยานพระนางจึงตัดสินพระทัยขึ้นเป็นฟาโรห์
ปกครองอียิปต์ในที่สุด
“ฮัตเชปซุต” ประกาศองค์เป็นธิดาผู้เป็นที่รักของสุริยเทพอามอน (รา)
เพื่อสร้างความชอบธรรมในการครองบัลลังก์ นอกจากนี้
พระนางยังทรงสร้างเสาโอบีลิกซึ่งเป็นแท่งหินสูงมียอดหุ้มด้วย
เงินผสมทองคำและสลักเรื่องราวของพระนางลงไป
ฟาโรห์หญิงมีเสนาบดีคู่พระทัยชื่อว่า เซเนมุต (Senemut)
และเชื่อกันว่าเป็นชู้รักของพระนาง
ซึ่งเซเนมุทก็หายตัวไปพร้อมกับพระนางอย่างลึกลับ
หลักฐานและบันทึกเกี่ยวกับพระนางถูกทำลายจนแทบไม่มีอะไรเหลือ
ส่วนวิหารฮัตเชปซุต (Temple of Hatsheepsut) อันเป็นหลุมพระศพของพระนาง
(อย่างเป็นทางการ) นั้น อยู่ที่บริเวณหุบผากษัตริย์ในนครธีบส์
อันเป็นเมืองหลวงแห่งยุคอาณาจักรใหม่ (New kingdom) ช่วง 1539-1075
ปีก่อนคริต์ศักราช เต็มไปด้วยเสาหินทรายขนาดใหญ่จำนวนมาก
เพื่อแสดงถึงอำนาจ ซึ่งมีวิหารประกอบพิธีศพคาอีร์ อัล บาห์รี (Dayr al -
Bahri) เป็นสถาปัตยกรรมที่คงเอกลักษณ์จนถึงปัจจุบัน
------------------------------------------------------------------
ข้อมูลจาก
http://xchange.teenee.com/lofiversion/index.php/t54207.html
รูปภาพจาก
http://www.egyptmyway.com/images/photo/egmuseum/hatshepsut_offerings_b530.jpg
http://xchange.teenee.com/index.php?act=attach&type=post&id=178521

ตำนานชีวิตจริงลึกลับซับซ้อนจนชวนงงมากมายแท้ๆ
ชอบฟาโรห์หญิงองค์นี้มากพอๆ กับบูเช็คเทียนของจีนเลย อยากให้มีผู้หญิงเก่งแบบนี้เยอะๆ จะได้เห็นบ้านเมืองในยุคทองอีกครั้ง

#1 By Ripley on 2007-12-12 19:07