เจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของกรีก
posted on 10 Dec 2007 17:50 by anubiscross in unkownกรีกหรือที่เรารู้จักกันในปัจจุบันว่ากรีซ (Greece) นั้น ในสมัยโบราณกาลเป็นอาณาจักรที่รุ่งเรื่อง ประกอบด้วยนครรัฐต่างๆในย่านทะเลเมดิเตอร์เรเนียนฝั่งตะวันออก มีตำนานและเรื่องราวของอาณาจักรนี้มากมาย แต่สุดยอดแห่งอารยธรรมของกรีกนั้นเค้าว่ามีอยู่ด้วยกัน 7 อย่างดังนี้ครับ
1.
วิหารพาร์ธีนอน (THE PARTHENON)
ตั้งตระหง่านอยู่บนเนินเขาอะโครโปลิสแห่งนครเอเธนส์ เมืองหลวงของกรีซ
ด้วยความกว้าง 34 เมตร และยาวถึง 76 เมตร ใช้หินอ่อนนับเป็นพันๆตันที่ขนมา
จากเขาเพนเตลิกอน ซึ่งห่างจากเอเธนส์ราว 13 กม.
ภายในตกแต่งอย่างวิจิตรด้วยประติมากรรมนูนต่ำที่ลงสีสันงดงาม
และที่เด่นเป็นสง่าที่สุดในวิหารก็คือ รูปสลักของ เทพีอธีนา (ATHENA)
ซึ่งประกอบขึ้นจากงาช้างและทองคำสูงใหญ่มโหฬารเกือบ 12 เมตร (ตึก 4 ชั้น)
กล่าวกันว่า
ประติมากรรมนี้ใช้เงินมากกว่าครึ่งหนึ่งของค่าก่อสร้างทั้งหมดของวิหารเลยแหละครับ
วิหารแห่งนี้มีอายุยาวนานถึง 2,500 ปีแล้ว จัดเป็นสัญลักษณ์สำคัญที่สุดของกรีกก็ว่าได้
2.
นครแอตแลนติส (ATLANTIS) นครที่สาบสูญ แห่งนี้จะมีจริง
หรือเป็นเพียงตำนานที่เล่าลือกันนั้นยังเป็นปัญหา แต่ เพลโต ปราชญ์
กรีกได้รจนารำพันไว้ถึงความรุ่งเรืองแห่งนครนี้ไว้อย่าง เลิศลอย
จัดเป็นไขมุกแห่งเมดิเตอร์เรเนียนก็ว่าได้
ซึ่งแม้บัดนี้นักโบราณคดีทั้งหลายต่างก็ยังค้นหาที่ตั้ง
แห่งแอตแลนติสและบริเวณที่คาดหมายกันมากที่สุด
ก็คืออ่าวอันกว้างขวางใกล้กับเกาะ ซานโตรินี ของกรีก ณ ที่แห่งนี้เมื่อ
3,500 ปีในอดีต ได้เกิดการระเบิดครั้งมโหฬารของภูเขาไฟ และ (คาดว่า)
เถ้าลาวาได้ฝังนครแอตแลน-ติสไว้หนานับสิบเมตร
ในปี ค.ศ.1966
นักโบราณคดีกรีกได้ขุดพบซากเมืองหนึ่งใกล้กับเกาะซานโตรินี
มีอาคารโบราณที่จมอยู่ใต้เถ้าหินภูเขาไฟซึ่งยังคงสภาพดีอย่างน่าพิศวง
และที่ผนังอาคารมีภาพแผนที่ของเกาะซานโตรินี
กับภูเขาไฟที่สำคัญคือในรูปนั้นมีเกาะใหญ่แห่งหนึ่ง
ซึ่งเป็นที่ตั้งของนครอันเป็นศูนย์กลางแห่งการค้าขาย
เป็นนครที่คล้ายกับที่เพลโตได้บรรยายไว้
ครับ ความลึกลับแห่งแอตแลนติสจัดเป็นเสน่ห์ น่าอัศจรรย์อีกอย่างหนึ่งของกรีซแม้ในทุกวันนี้
3. กำเนิดแห่งโอลิมปิก เกมกีฬาอันยิ่งใหญ่
ที่สุดของโลกแข่งขันกันหนแรกเมื่อราว
800 ปีก่อน ค.ศ. ซึ่งหนนั้นมีเพียงแค่วิ่ง 200 เมตร
ระหว่างสองนครรัฐของกรีก นัยว่าเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองจอมเทพ ซูส (ZEUS)
ที่ชาวกรีกนับถือบูชา
สมัยนั้นนครรัฐต่างๆของกรีกมักมีการรบราฆ่าฟันระหว่างกันอยู่เสมอ
แต่พอจัดการแข่งขันโอลิมปิกขึ้นในเดือนกรกฎาคมทุกๆสี่ปี
ก็ได้มีข้อตกลงว่าต้องสงบศึกชั่วคราวหลายเดือนก่อนการแข่งขัน
ผู้ใดเป็นฝ่ายก่อเหตุรบพุ่งขึ้น จะต้องถูกเทพซูสลงทัณฑ์
ถัดจากนั้นมาก็ได้เพิ่มการวิ่ง
400 และ 5,000 เมตร แล้วก็มีปัญจกรีฑา ซึ่งประกอบด้วย วิ่ง กระโดดไกล
มวยปล้ำ ขว้างจักร และพุ่งแหลน นับเป็นเกมที่ยิ่งใหญ่
หากทว่ารางวัลสำหรับผู้ชนะมีเพียงแค่ แถบผ้าคาดหน้าผาก
กิ่งปาล์มสำหรับโบกให้คนดูบนอัฒจันทร์แล้วก็มงกุฎใบมะกอกเท่านั้นครับ
สิ่งที่สำคัญกว่าก็คือ เกียรติยศและความภาคภูมิใจ ไม่งั้นเกมโอลิมปิกจะยืนยาวมาจนถึงทุกวันนี้หรือครับ
*หมายเหตุ มีหลายรูปในลักษณะท่าทางแตกต่างกันไป เลยเอารูปที่ถูกใจที่สุดมา
4.
อนุสาวรีย์ที่เกาะโรดส์ (THE COLOSSUS OF RHODES)
จัดเป็นอนุสาวรีย์ที่สูงใหญ่ที่สุดที่เคยสร้างกันมาในยุคนั้น คือ สูงถึง
37 เมตร เกือบเท่าเทพีเสรีภาพของอเมริกาที่สร้างในอีก 2,000 กว่าปี
ให้หลัง ทำให้น่าอัศจรรย์ใจว่า
สถาปนิกและวิศวกรในครั้งกระนั้นใช้เทคนิคอย่างไรจึงหล่อรูปบรอนซ์ มหึมานี้
และยกขึ้นตั้งบนแท่นได้
ที่มาของประติมากรรมนี้เกิดเมื่อ 305
ปีก่อน ค.ศ.โดยได้มีทัพข้าศึกยกมาตีเกาะโรดส์
กำลังของศัตรูนั้นเหนือกว่าจำนวนนักรบบนเกาะเล็กๆแห่งนี้อย่างเทียบไม่ติด
แต่ก็เหลือเชื่อที่พวกเขาต่อสู้จนข้าศึกพ่ายกระเจิงไป
เสร็จศึกชาวเกาะโรดส์จึงร่วมกันทำอนุสาวรีย์สุริยเทพ เฮลิออส
ขึ้นไว้เป็นสัญลักษณ์ แห่งชัยชนะ กว่าจะสร้างเสร็จก็ปาเข้าไปถึง 12
ปีเชียวครับ ใช้บรอนซ์หนักกว่า 200 ตัน
แต่ใหญ่แค่ไหนก็ยังพ่ายแพ้แก่ภัยธรรมชาติ
อนุสรณ์แห่งนี้ยืนเด่นเป็นสง่าได้เพียง 60 ปี
ก็โดนแผ่นดินไหวถล่มพังพินาศไปในปีที่ 224 ก่อน ค.ศ.
5.
โรงละครแห่ง อีพิดาอุรุส (THE THE-ATRE OF EPIDAURUS)
ตั้งอยู่ที่เนินเขาอีพิดาอุรุส ห่างจากเอเธนส์ราว 160 กม. สร้างมานานกว่า
2,500 ปี มาแล้ว แต่เทคนิคของระบบเสียง (ACOUSTICS)
เยี่ยมยอดยิ่งกว่าโรงละครบางโรงในปัจจุบันเสียอีกครับผม
ความเป็นมาของโรงละครนี้น่าทึ่งคือ
เริ่มจากการเป็นศูนย์กลางของการรักษาพยาบาล
โดยสมัยนั้นเชื่อกันว่าวิธีบำบัดรักษาโรคอย่างหนึ่งก็คือ
ใช้เสียงดนตรีนี่แหละ เมื่อคนไข้จิตใจสงบลงและชุ่มชื่นเบิกบาน
อาการก็จะดีขึ้นเอง ดังนั้น พวกเขาจึงใช้เงินที่บรรดาคนไข้บริจาคไว้
มาสร้างโรงละครรูปชามอ่างตัดเจาะเนินเขา
เพื่อทำที่นั่งโดยใช้หินบล็อกมาก่อตั้งเรียงรายถึง 55 แถว
มีฉากเวทีที่สูงขนาดตึกสองชั้น และมีสเปเชียลเอฟเฟกต์ด้วยครับ
เช่นว่าถ้ามีบทเทวดาเหาะลงมาจากสวรรค์ ก็จะใช้รอกชักนักแสดงลอยลงมา
แต่ที่น่าอัศจรรย์ก็คือระบบเสียง
เชื่อไหมว่า แม้แต่เหรียญอันหนึ่งตกบนเวที
ผู้ดูที่นั่งแถวหลังสุดจากทั้งหมด 14,000 คน ก็ยังได้ยินเสียงเหรียญ
ตกนั้นชัดเจน
เค้าบอกว่าเคล็ดลับอยู่ที่แท่นหินสำหรับนั่งดูนั่นเอง นอกจากทำให้ได้ยินเสียงเพลงได้ไพเราะแล้ว มันยังช่วยลดเสียงสะท้อนรบกวนอีกด้วย
6.
เทพพยากรณ์ แห่งเดลฟี (THE ORA-CLE OF DELPHI) ในยามที่คุณสิ้นหวัง
หรืออยากรู้อนาคต ที่พึ่งหนึ่งของคุณอาจเป็นหมอดูหรือการทรงเจ้าเข้าผี
ชาวกรีกโบราณก็เช่นกัน พวกเขาจะพากันไปที่เนินเขาแห่งหนึ่งในเมืองเดลฟี
อันเป็นที่ตั้งของวิหารแห่งเทพอปอลโลที่เขาบูชา
และขอทราบคำทำนายชีวิตเบื้องหน้าของเขา
ในการนี้พระผู้ดูแลวิหารจะสั่งผ่านนักบวชหญิงที่เรียกว่า "ไพธีอา
(PITHIA)" ให้เป็นผู้ถ่ายทอดเสียงของเทพอปอลโล
คำพยากรณ์นั้นมิได้ระบุแน่ชัดเจาะจง แต่ผู้ได้รับจะต้องนำไปตีความเอาเอง
(คล้ายกับการใบ้หวยงั้นแหละ) ซึ่งส่วนใหญ่ก็มักตีความในด้านที่ตนพึงพอใจ
ทำให้สถานพยากรณ์แห่งเดลฟี
เป็นที่นิยมสูงสุดของกรีก ผู้คนทั่วสารทิศจะหลั่งไหลมาขอคำพยากรณ์
สร้างความร่ำรวยมหาศาลให้แก่
ศาสนสถานแห่งนี้จนมีอาคารเกิดขึ้นมากมายเป็นคอมเพล็กซ์ที่มีถึง 3,000
วิหารน้อยใหญ่ โดยวิหารอปอลโลเป็นศูนย์กลางใหญ่ที่สุด
นักบวชหญิงยามที่เทพเข้าทรงนั้นจะมีอาการผิดแผกไปจากปกติ
สุ้มเสียงก็เพี้ยนไป
ซึ่งนักวิเคราะห์บางคนกล่าวว่าเป็นเพราะใกล้ๆกับเนินเขานั้นมีธารน้ำซึ่งมีก๊าซเอธิลีนฟุ้งกระจาย อันอาจทำให้นักบวชหญิงไพธีอาเกิดอาการสะลึมสะลือหรือเคลิบเคลิ้มไปก็ได้ ก็ว่ากันไปครับผม
7.
วังกษัตริย์คนอสซอส (PALACE OF KNOSSOS)
วังที่ตั้งอยู่บนเกาะครีตนี้จัดเป็นศูนย์กลางของอารยธรรม ไมโนอัน (MINOAN)
เมื่อ 3,500 ปีก่อนโน้น
มีขนาดใหญ่โตมโหฬารด้วยห้องอันหรูหราวิจิตรนับร้อยห้อง กินเนื้อที่ราว
16,000 ตารางเมตร โดยใช้เทคนิคการก่อสร้างใยยุคบรอนซ์ที่น่าอัศจรรย์ใจ
เช่น การตัดเนินเขา เพื่อสร้างปีกด้านตะวันออกของวัง
ซึ่งมีความสูงเทียบได้กับตึก 4 ชั้น
การสร้างบันไดมหึมาที่อาศัยเสาไม้ซีดาร์ รองรับ
โดยเสาแต่ละต้นรับน้ำหนักไว้เพียบ และถ่ายทอดต่อกันลงมา เป็นชั้นๆ
หรือระบบแสงสว่างที่สถาปนิกออกแบบ
โดยวางตำแหน่งของหน้าต่างและประตูได้อย่างเหมาะเจาะ นอกจากนี้
ยังมีระบบระบายน้ำฝังใต้อาคารซึ่งนอกจากระบายน้ำฝนแล้วก็ยัง
ระบายน้ำชำระล้างได้ด้วย ทันสมัยกว่าบางอาคารสมัยนี้เสียอีก
เสน่ห์ดึงดูดใจของผู้มาเยี่ยมชมวังแห่งนี้
คือตำนานที่เล่าลือว่ากษัตริย์ ไมนอส แห่งครีต
ได้สร้างที่คุมขังอสูรสัตว์ตัวหนึ่งไว้ในบริเวณวังนี้ด้วย นั่นคือ
ไมโนทอร์ ที่มีลักษณะเป็นครึ่งมนุษย์ครึ่งวัว และที่คุมขังมันก็คือ
แลบบิรินธ์ อันสลับซับซ้อนเป็นเขาวงกตที่เรารู้จักกันดีนั่นเอง
---------------------------------------------------
ข้อมูลจาก
http://xchange.teenee.com/lofiversion/index.php/t59691.html
รูปภาพจาก
http://www.travelinstyle.com/greece/general_info/
The%20Acropolis%20of%20Athens_files/IMAGE002.JPG
http://www.crystalinks.com/atlantis.jpg
http://www.harbourlights.com/catalog/2003/images/colossus/HL661CR_DS4.jpg
http://www.johnelkington.com/weblog/Delphi.jpg
http://lh3.google.com/_XwH1qi8dyWg/R0XYDs4XJII/
AAAAAAAAAJ8/_eoAyV-J0BE/s800/Theatre+at+Epidaurus.JPG
http://www.utexas.edu/courses/classicalarch/images1/knossos-palace-air.jpg
http://static.flickr.com/35/108011100_a2890917ec.jpg
edit @ 10 Dec 2007 18:06:47 by JaVaSaGi

#1 By PUMP201 on 2007-12-10 18:39