มนุษย์ไส้กรอก

posted on 21 Nov 2007 18:54 by anubiscross in Monster

มนุษย์ไส้กรอก





มนุษย์ไส้กรอก ฟังชื่อมันอาจน่ารัก ไม่เลยมันไม่น่ารักสักนิด ออกไปทางลึกลับประหลาดมากกว่า ที่จริงมันมีชื่อเสียงพอๆ กับเยติ หรือไอ้ตีนโตด้วยซ้ำ แต่พอดีมีพยานพบเห็นมันค่อนข้างน้อย และที่เชื่อถือได้มีสองคนเท่านั้นครับคือบิลส์ บาร์ทเล็ทท์ กับ จอห์น แบกซ์เตอร์ ทำให้เรื่องของมนุษย์ไส้กรอกไม่โด่งดังเท่าที่ควร

โดเวอร์เป็นเมืองที่มั่งคั่งแห่งหนึ่งในรัฐแมสซูเสตส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา

เป็นเมืองที่ห้อมล้อมไปด้วยป่า และเมืองนี้ได้มีรายงานการพบสัตว์ประหลาดคล้ายมนุษย์ให้พบเห็นบ่อยๆ

มันเริ่มขึ้นเมื่อเดือน 22 เมษายน พ.ศ. 2520

บิลส์ บาร์ทเล็ทท์, ไมค์ แมซซอคคา และแอนดี้ บรอดี วัยรุ่นอายุราว 17 ปี กำลังขับรถ

ไปทางเหนือของฟาร์มสตรีท ในขณะที่ขับรถอยู่บาร์ทเล็ทท์ซึ่งเป็นคนขับรถก็ได้เห็นสิ่งประหลาดสิ่งหนึ่งกำลังปีน

ไปตามกำแพงเตี้ยๆ ทางด้านซ้ายของถนน

ครั้งแรกที่เห็นบาร์ทเล็ทท์คิดว่าอาจเป็นสุนัขหรือไม่ก็แมว จนกระทั้งไฟหน้ารถได้ฉายตกกระทบกับร่างลึกลับอย่างจัง สิ่งที่พวกเขาเห็นนั้น เป็นสิ่งที่เขาไม่เคยเห็นก่อนในชีวิต

“ร่างนั้นมันค่อยๆ หมุนศีรษะของมันอย่างช้าๆ และจ้องมองมายังแสงไฟของรถ ตากลมของมันสองประกายราวกับแก้วใส เหมือนหินอ่อนสีส้ม 2 ลูก หัวของมันตั้งอยู่บนคอเล็กๆ มีลักษณะคล้ายแตงโม มองดูแล้วผิดส่วน เมื่อเทียบกับร่างกายส่วนอื่นๆ กล่าวคือแขนและ

ขายาวและผอมเรียว แต่มือและเท้าใหญ่ ผิวไม่มีขนและมีสีลูกพีช และหยาบเหมือน

กระดาษทราย

ร่างนั้นมันสูงไม่เกิน 4 ฟุต มีลักษณะคล้ายเด็กทารกที่มีแขนและขายาว มันน่าประหลาดน่า

เกลียดน่ากลัวมาก มันเดินเหมือนกับว่ามันไม่รู้จุดมุ่งหมาย มันเดินไปตามกำแพงโดยใช้นิ้วมืออันยาวของมันไต่ตามก้อนหิน…………….”

แต่ปรากฏว่าเพื่อนที่นั่งมาด้วยทั้งสองคน กลับมองไม่เห็นร่างประหลาดดังกล่าว เพราะทั้งสองกำลังมองอีกด้านหนึ่งของถนน อีกทั้งบาร์ทเล็ทท์ก็เห็นร่างนั้นไม่กี่วินาทีเท่านั้นเองเพราะขณะเขาขับรถด้วยความเร็วสูง

และอยู่ในทางโค้ง และเมื่อแล่นผ่านจุดนั้นแล้ว บาร์ทเล็ทท์จึงเล่าเรื่องนี้ให้ทั้งสองคนฟัง

ที่แรกทั้งสองไม่เชื่อ แต่จากน้ำเสียงและกิริยาของบาร์ทเล็ทท์ ทำให้ทั้งสองสนใจ และต่างคะยั้นคะยอให้เขาขับรถกลับไปดูอีกครั้งหนึ่ง

แต่เมื่อกลับไปเห็นร่างลึกลับดังกล่าวหายไปแล้ว

และเมื่อทั้งสามกลับมาที่พักบาร์ทเล็ทท์ก็เล่าเหตุการณ์ทั้งหมดให้ฟังพร้อมกับวาดภาพ

ปริศนาคลาสลิก

ให้เพื่อนดู



ไม่ใช้แค่บาร์ทเล็ทท์นะครับที่เห็นร่างประหลาดดังกล่าวคนเดียว ยังมีคนอื่นๆ ที่เห็น

เช่นในกรณีของจอห์น แบกซ์เตอร์

จอห์น แบกซ์เตอร์ อายุ 15 ปี ในคืนวันเดียวกับที่บาร์ทเล็ทท์เห็นร่างลึกลับ จอห์นออกจากบ้าน

ของเพื่อนสาว เขามุ่งหน้ากลับบ้านซึ่งอยู่ทางใต้สุดของถนนมิลเลอร์ไฮห์ ในโดเวอร์ เขาเดินตัดทางลัดสู่บ้านเขา และอีกประมาณครึ่งชั่วโมงหลังจากนั้น เขาได้เห็นร่างหนึ่งสวนทางมา ร่างนั้นเตี้ยมาก จอห์นคิดว่าคงเป็น เอ็ม.จี.บูชาร์ค คนรู้จักที่อาศัยอยู่บนถนนเดียวกับเขา

จอห์นถามออกมาว่า

“เอ็ม. จี. นั้นคุณใช่ไหม?”

เงียบไม่มีเสียงตอบ

แต่ร่างนั้นเดินใกล้เข้าทุกที จนร่างนั้นก็หยุดลง

พอดีคืนนั้นเป็นคืนเดือนมืด และจอห์นก็มองไม่เห็นอะไรนอกจากเงาสลัวๆ เขาจึงเดินก้าว

เข้ามาอีก 1 ก้าว เพื่อให้รู้แน่ว่าร่างนั้นเป็นใคร แต่มันกลับถอยออกไปทางซ้ายและวิ่งเข้า

ไปยังคูข้างๆ ที่มีพุ่งไม้ขึ้นอยู่เต็มแล้ววิ่งกลับไปยังฝั่งตรงข้าม ขณะที่ร่างวิ่งอยู่นั้น

จอห์นก็วิ่งตามร่างนั้นด้วย เขาได้ยินเสียงกิ่งไม้แห้งดังกรอบแกรบ

จอห์นวิ่งตามร่างนั้นจนถึงเนินข้างล่ง แล้วมันก็หยุดเพื่อข้ามไปยังอีกฝั่งของคู และจอห์นก็ได้เห็น

“มันกำลังยืนห่างจากเราราวประมาณ 30 ฟุต เท้าของมันพันหรือรวบบนยอดก้อนหินก้อนหนึ่ง ซึ่งอยู่ไกลจากต้นไม้ต้นหนึ่ง มันเอนร่างไปเกาะต้นไม้ โดยเอานิ้วมือที่ยาวทั้งสองข้างจับมั่นรอบๆ ลำต้น(ขนาดประมาณ 8 นิ้ว)ราวกับยันร่างมันไว้

ร่างนั้นเหมือนกับร่างของลิง ต่างกันที่มันมีศีรษะสีคล้ำเป็นรูปเลข 8 ตาของมันเป็นประกายวาวอยู่ตรงกลางศีรษะ”

และแล้วร่างประหลาดลึกลับนั้นก็มองด้วยตาสีเขียวมายังจอห์น เขาไม่เคยเห็นสัตว์อะไร

นี้มาก่อน เขาจึงได้รีบวิ่งบึ่งมาที่บ้านทันที และเขาก็ได้วาดภาพสัตว์ประหลาดดังกล่าว ซึ่งได้กลายเป็นภาพปริศนาคลาสสิกในเวลาต่อมา



เห็นได้ชัดว่ามนุษย์ไส้กรอกของบาร์ทเล็ทท์มีตาสีส้ม ส่วนของจอห์น แบกซ์เตอร์มีสีเขียว

แต่อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้นข่าวเกี่ยวกับการพบเห็นมนุษย์หรือสัตว์ลึกลับดังกล่าว

ก็แพร่กระจายไปทั่ว จนทำให้บรรดาสื่อหนังสือพิมพ์ตั้งฉายาไอ้สัตว์ประหลาดตัวนี้ว่า

“อสูรกายแห่งโดเวอร์” และเรื่องนี้ทำให้วอลเตอร์ เว็บบ์ แห่งองค์กรวิจัยปรากฏบนท้องฟ้า

กับโจเซฟ นีแมน แห่งสมาคมข่ายงานศึกษาจานบินร่วมกัน และ เอ็ด ฟอกก์ แห่งสมาคมศึกษาจานบินของนิวอิงแลนด์ ได้เข้าร่วมศึกษาบุคคลที่ประสบเหตุการณ์เหล่านี้ ซึ่งแม้ว่าในช่วงที่ผู้คนพบเห็นสัตว์ประหลาดดังกล่าวจะไม่เห็นยานบินลึกลับใดๆ เลยก็ตาม แต่นักจานบินวิทยาทั้งหลายเหล่านี้ให้ความสนใจก็เพราะรูปร่างของมันช่างคล้ายกับมนุษย์

ต่างดาวผู้มากับจานบินเหลือเกิน

จากการสอบสวนพยานสองคน และพยานแวดล้อมอื่นๆ พบว่าทั้งสองไม่ใช้คนเหลวไหล อีกทั้งเด็กเหล่านี้มีภูมิหลังดี ฐานะดี จึงไม่จำเป็นต้องหลอกหลวงคนอื่น และที่สำคัญเด็กทั้งสองคนนี้ไม่เคยพยายามเข้าหาหนังสือพิมพ์เพื่อเอารายงานเรื่องของ

ตนไปเขียนเอาเงินแต่อย่างไร

บางทีอสุรกายนั้นอาจเป็นสัตว์หรือมุษย์อีกพันธุ์หนึ่งที่เราไม่เคยพบเห็นมาก่อน

แต่ถ้าถามพวกอินเดียนแดงเผ่าครี ในตะวันออกของแคนนาดา เขาเรียกเอาตัวนี้ว่า

แมนเนกิชิ(Mannegishi) หมายถึงภูตตัวเล็กๆ มีหัวกลม ไม่มีจมูก มีขาและมือยาวเรียว

เหมือนแมงมุม มันชอบอาศัยตามโขดหินผาและแก่นน้ำลำธารต่างๆ มีชีวิตเพื่อหลอกนัก

เดินทางเล่นเท่านั้น

ดูเหมือนว่าเวลาเท่านั้นที่จะสามารถคลี่คลายปริศนามนุษย์ไส้กรอกเหล่านี้ได้

edit @ 21 Nov 2007 18:59:17 by JaVaSaGi

 

------------------------------------------------------------------

ข้อมูลจาก

http://my.dek-d.com/ZimPho/story/viewlongc.php?id=219485&chapter=130

รูปภาพจาก 

http://image.dek-d.com/6/604393/7951953jpg.

http://image.dek-d.com/6/604393/7951983jpg.

http://image.dek-d.com/6/604393/7952015jpg. 

edit @ 21 Nov 2007 19:00:50 by JaVaSaGi

Comment

Comment:

Tweet

Hello! Good Site! Thanks you! nnsldbovawwob

#5 By srgugphyca (212.107.116.240) on 2008-01-28 08:30

ขอเชื่อตามอินเดียแดงละกัน หึหึ

แต่เอ นายที่ขับรถผ่านนั้น เร็วมากเลยไม่ใช่เรอะ ยังเห็นอีกนะว่าผิวหยาบเหมือนกระดาษทราย

#4 By ปู๊น~ปู๊น on 2007-11-22 08:10

ขนลุกอะ

#3 By PUMP201 on 2007-11-22 00:29

หน้าตาเหมือนหมึกกล้วยsad smile

#2 By Annu on 2007-11-21 20:51

อีทีๆๆsad smile

#1 By wesong on 2007-11-21 20:19